SAK ไฟแพงหนุนดีมานด์ โซลาร์รูฟดันสินเชื่อพุ่ง
#SAK #ทันหุ้น – SAK รับอานิสงส์ค่าไฟแพง ดันดีมานด์โซลาร์รูฟบ้านพุ่ง ลูกค้าแห่ติดตั้งล้น ฟากผู้บริหาร “ศิวพงศ์ บุญสาลี” ชูโมเดล “ติดตั้งพ่วงสินเชื่อ” หลังพบลูกค้า 80-90% เลือกขอสินเชื่อควบคู่ ปักธงปีนี้ติดตั้ง 500-600 หลังคาเรือน พร้อมคงเป้าสินเชื่อโต 10% ดันพอร์ตแตะ 15,500-16,000 ล้านบาท คุม NPL ไม่เกิน 2.5%
นายศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มความต้องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟ สำหรับที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากจำนวนลูกค้าของบริษัท ศักดิ์สยาม โซลาร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟควบคู่กับการให้สินเชื่อ
ดีมานด์เร่งตัว
ทั้งนี้ สัญญาณความต้องการเริ่มเห็นชัดตั้งแต่เดือนมีนาคม และเร่งตัวมากขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทคาดว่าดีมานด์จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูร้อน หรืออย่างช้าไปจนถึงประมาณเดือนสิงหาคม 2569 เนื่องจากผู้บริโภคต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ความต้องการติดตั้งจะเพิ่มขึ้น แต่บริษัทยอมรับว่ายังต้องบริหารจัดการสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ขณะที่ต้นทุนวัสดุและค่าแรงปรับตัวสูงขึ้นราว 20-30% ทั้งราคาแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ สายไฟ รวมถึงค่าแรงติดตั้ง แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่กระทบต่อโอกาสทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งด้านการให้บริการติดตั้งควบคู่กับสินเชื่อ ส่งผลให้ยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้
ปัจจุบันพบว่าลูกค้าประมาณ 80-90% ที่เข้ามาใช้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟ เลือกใช้บริการสินเชื่อควบคู่ไปด้วย โดยบริษัทคาดว่าในปี 2569 จะสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟได้ประมาณ 500-600 หลังคาเรือน ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อชุดอยู่ที่ประมาณ 60,000-100,000 บาท
สำหรับภาพรวมธุรกิจสินเชื่อรายย่อยภายใต้แบรนด์ศักดิ์สยามลิสซิ่ง บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 10% อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเฝ้าระวังสัญญาณการชะลอตัวของกลุ่มลูกค้าเกษตรกร หลังได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงภาวะภัยแล้งในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรชะลอการลงทุนออกไป
นายศิวพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากราคาปุ๋ยยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หรือเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ย อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของเกษตรกรยาวไปถึงไตรมาส 3/2569 อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่กับการสนับสนุนเกษตรกรไทยและประชาชนทั่วไปให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระดับชุมชน
ดันพอร์ตสินเชื่อ
บริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการรูปแบบใหม่ พร้อมแสวงหาโอกาสเติบโตผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตร โดยมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันพอร์ตสินเชื่อรวมปี 2569 แตะระดับ 15,500-16,000 ล้านบาท พร้อมรักษาระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ไม่เกิน 2.5% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม