ตร. เปิด คลิปเสียงบิ๊กโจ๊ก ยาว 1 ชั่วโมง แฉขบวนการแทรกแซงยุติธรรม คดีสินบนทอง
ตำรวจ เปิด คลิปเสียงบิ๊กโจ๊ก ยาว 1 ชั่วโมง แฉขบวนการแทรกแซงยุติธรรม คดีสินบนทอง ลั่น เอาคืนแน่ ย้ำเมืองไทยเมืองคอนเน็คชั่น ด้าน ตร.ยืนยันได้มาอย่างถูกกม.-เผยแพร่ได้
คลิปเสียงบิ๊กโจ๊ก – เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 เมษายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป., พ.ต.อ.ภาณุมาศ แสงส่ง ผกก.1 บก.ปปป. ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าคดี สินบนทองคำ 246 ล้านบาท หลังส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณา
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า หลังได้รับมอบหมายจากป.ป.ช.ให้ดำเนินการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องทั้งพยานบุคคลพยานเอกสารและพยานวัตถุโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของทุกฝ่าย และจากการพิจารณาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 ราย สั่งคือ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ,นายสมบัติ ,นายสรพงษ์ ,นายสุรสิทธิ์ ในข้อหาร่วมกันติดสนบนทองคำ และมีการสั่งไม่ฟ้อง 1 นายคือ นายสามารถ ทั้งนี้คดีได้ดำเนินการตามกฎหมายและอยู่ชั้นกระบวนการของพนักงานอัยการ
ทั้งนี้จากเดิม ผู้กล่าวหาคือ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย มีการกล่าวหาทั้งหมด 5 ราย แต่จากการสอบสวน พบข้อมูลที่ทำความเห็นทางคดีได้ ว่าเห็นควรสั่งฟ้องใครไม่สั่งฟ้องใคร จึงเป็นที่มาของการสั่งฟ้องทั้ง 4 คน
ส่วนภาพและข้อมูลที่เผยแพร่ จากเฟคนิวส์ เพจอวตารนั้นขอยืนยันว่า การดำเนินคดีของตำรวจเป็นไปตามพยานหลักฐานในสำนวนและเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติบัติ และไม่ถูกแทรกแซงจากบุคคลใด
ทั้งนี้ยังพบด้วยว่า ระหว่างการดำเนินการสืบสวนสอบสวน พบพฤติกรรมบางอย่างที่อาจกระทบต่อการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เช่น การใช้สิทธิทางกฎหมาย การร้องเรียน และการแจ้งความ และการติดต่อกับพยานบุคคล ซึ่งอาจจะมีผลต่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ ทำให้พนักงานสอบสวนได้พิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบให้เข้าใจภาพรวมข้อเท็จตริง โดยไม่สับสน
ซึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเปิดเผยคลิปเสียงบางส่วนที่เป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดี และขอยืนยันว่าคลิปที่นำเสนอเป็นเพียงบางช่วงบางตอน แต่การพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดยังอยู่ในกระบวนการตาม รวมทั้งการประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นอำนาจของศาล
ทั้งนี้ ในการเเถลงข่าวได้ทำการเปิดคลิปเสียง เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง โดยไล่เรียงพฤติการณ์ของคู่สนทนา ซึ่งในคลิปเสียงจะมี 3 ตัวละคร คือ นายสามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด หนึ่งใน 5 ผู้ต้องหาที่ไม่ใช่กลุ่มข้าราชการ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับทนายอู๊ด
โดยมีเสียงตั้งแต่พฤติการณ์ ใช้ช่องวางทางกฎหมาย ข่มขู่อ้างเป็นผู้มากบารมี สามารถสร้างเรื่องเพื่อใช้ต่อสู้คดีด้วยความเท็จ เผยแพร่สังคมออนไลน์ชี้นำสังคมกดดันกระบวนการยุติธรรม,ขบวนการซักซ้อมพยานเท็จ สร้างพยานคนนอกที่ไม่ใช่ผู้ต้องหาให้การเท็จ, ใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อเอาตัวรอด, กล่าวอ้างถึงคอนเน็คชั่น และดีลลับฟอกเงิน
ภายหลังเปิดคลิปเสียงเสร็จสิ้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า คลิปเสียงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐาน และยืนยันว่า ตำรวจจะใช้การดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่วนเหตุผลของที่ออกมาแถลงข่าวในวันนี้นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ตามที่ได้ฉายภาพให้เห็นเพราะเรื่องนี้มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางแพร่หลาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้เกิดผลกระทบกับข้อเท็จจริง และกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และมีการเผยแพร่ข้อมูลอวตารไปเรื่อยๆ จึงต้องทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมาแถลงข้อเท็จจริงให้ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พร้อมย้ำว่าคลิปเสียงดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานเท่านั้น และวันนี้ที่แถลงเพื่อที่จะยับยั้ง และนำเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ และเชื่อว่าจะหยุดยั้งเฟคนิวส์ และเพจอวตารได้เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริสุทธิ์ ไม่ให้กระทบกับกระบวนการยุติธรรม และเราเดินตามพยานหลักฐานและไม่ได้เดินตามกระแสโซเชียล
และยืนยันว่า คลิปเสียงนี้ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ในชั้นพิจารณาคดีของศาล และการได้มาอยู่ภายใต้กระบวนการของกฎหมายทุกอย่าง และเผยแพร่ได้
โดยนายสามารถ เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีสินบนทองคำ ซึ่งคลิปดังกล่าวมีการพูดคุยกันหลายช่วงเวลา และมีการพูดคุยกับนายสามารถหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเป็นคดีความ โดยการพูดคุยกันที่เกิดขึ้นหลังเป็นคดีนั้น พนักงานสอบสวนพบว่า มีพฤติการณ์บางอย่างที่อาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานกับเจ้าหน้าที่ และมีผลกระทบกับพยานบุคคล ซึ่งส่งผลให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
ส่วนสำนวนของนายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งไปคณะไต่สวนพิเศษของศาลฎีกาแล้ว เพราะคดีนี้เป็นคดีแรกที่ดำเนินคดีกับคนในองค์กรอิสระ ซึ่งคุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระ กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องดำเนินคดีที่ใด จึงส่งเรื่องไป รัฐสภา และรัฐสภา รวบรวมพยานหลักฐานส่งไปยังประธานศาลฎีกา และมีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาไต่สวนแล้ว ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลือ พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสืบสวนจนส่งพนักงานอัยการเรียบร้อยแล้ว
ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวยื่นฟ้องเอาผิด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง ในข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า เป็นเรื่องของผู้ต้องหาที่จะดำเนินการฟ้องร้องกับใคร และยืนยันว่า ทีมงานของสอบสวนกลางก่อนหน้านี้ก็ทำใจเรื่องที่ถูกฟ้อง เพราะตั้งแต่ทำคดีมินนี่ก็ถูกฟ้อง 10-20 คดี เพราะแผนปทุษกรรมของคนกลุ่มนี้ เป็นการฟ้องปิดปากเพื่อให้เกรงกลัวและเกิดการเจรจา ทำเฟคนิวส์ ทำไอโอ และเพจอวตาร ทำให้พวกเราเกิดความสับสน ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำคือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็กำลังบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด แม้เป็นเคยเป็นรองผบ.ตร. ก็ขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการ และเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่เราพิจารณาแล้วว่า เราทำโดยสุจริต ที่กฎหมายให้อำนาจเรา สิ่งที่ผู้ต่องหาใช้สิทธิมาฟ้องร้อง
“พวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ใช่ไปดูถูก เพราะกระบวนการทางกฎหมายเราทำมาถูกต้อง ชอบธรรม และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ มันมีทางเดินของแต่ละเรื่อง ถ้าทำไม่ได้ปัญหาทุกอย่างที่ติดขัดก็ไปไม่ได้ เราเชื่อว่าตอนนี้กระบวนการยุติธรรมกำลังทำงานก็ปล่อยให้เดินไป และถ้ากลุ่มคนพวกนี้ วันข้างหน้าได้มาดูแลพี่น้องประชาชนจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ก็ดูสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ปรามาส”
เมื่อถามว่าทั้งนี้ การดำเนินคดี เป็นการไม่ให้ราคา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่ไม่ให้ราคา เเต่เราทำงานอย่างเต็มที่ รวบรวมพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ ตำรวจใช้มาตรฐานเดียวกันในการทำงาน ผู้ต้องหาในคดีอาญา ส่วนที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างถึงบุคคลต่างๆในคลิปเสียง นั้นมองว่า ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุน ก็เป็นการกล่าวอ้าง ต้องดูว่าสนทนากับใครเจตนาในการพูดเพื่ออะไร และการอ้างชื่อบุคคลใด ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้อง และยืนยันว่า การมาเปิดคลิปเสียงดำเนืนการได้เพื่อผลประโยชน์ของความยุติธรรม ซึ่งทำได้ตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ร้องเรียนไปหลายหน่วยงานในการทำสำนวนโดยมิชอบแล้วถูกตีตก หรือเป็นโมฆะ นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ตอนนี้กระบวนการเป็นไปตามขั้นตอนแม้กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาจะมีการร้องเรียนหรือมีการดำเนินอะไรถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ส่วนที่มองว่า การส่งสำนวนไปผิดศาล ยืนยันว่าไม่ผิด เพราะในกฎหมายมีการแยกการดำเนินคดีไว้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะไม่ส่งไปยังอัยการ ตอนนี้รอเพียงอัยการ สอบถามกลับมาว่าจะมีการสอบถามประเด็นใดเพิ่มเติมบ้าน
ส่วนในคลิปเสียงที่ปรากฎตัวเลข 14,000 กับ 500 นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า เป็นตัวเลขซื้อทองคำ ซึ่งอะไรที่ไม่เกี่ยวกับคดีสินบน ตำรวจก็คงไปตรวจสอบขยายผลต่อไป เพราะคดีสินบนทองคำตอนนี้ พนักงานสอบสวนดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
เมื่อถามว่ามีความหวั่นไหว หรือกลัวในการทำคดีหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า การทำงานของตำรวจทุกคน ไม่ใช่เฉพาะตน เราดำเนินการตามพยานหลักฐานทางกฎหมาย และตอนเราทำดีทุกคนมีอำนาจและสถานะภาพทางตำแหน่ง แต่เราก็ยังทำตามพยานหลักฐาน เรื่องกลัว คงเอามาพูดไม่ได้ ไม่ใช่จะกลัวหรือไม่ ยืนยันว่าพยานหลักฐานไปถึงไหนดำเนืนการไปตามนั้น ไม่ได้หวั่นไหวกับการฟ้องกลับ และยืนยันว่าไมามีการแทรกแซงการดำเนินคดีใดๆ
ทั้งนี้หากพบว่ามีการแทรกแซง และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนก็จะนำมาพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราว ถ้าพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมก็จะนำมาพิจารณา
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการบิดเบือนข้อเท็จตริง สังเกตุได้ง่ายคือ มีการด้อยค่าบุคคลฝั่งตรงข้าม บิดเบือน โจมตี ด้อยค่าฝั่งตรงข้าม และรูปแบบการวางภาพมาจากแหล่งเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟัง ซึ่งตำรวจไซเบอร์จะตรวจสอบ หากมีผู้ใดเสียหายจะตรวจสอบเช่นกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตร. เปิด คลิปเสียงบิ๊กโจ๊ก ยาว 1 ชั่วโมง แฉขบวนการแทรกแซงยุติธรรม คดีสินบนทอง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th