กลุ่มเจนเนอราลี่วางหมากโตต่อ 3เสาหนุนปี69ขยายตัวสองหลัก
#เจนเนอราลี่ #ทันหุ้น – กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ พร้อมฝ่าความท้าทาย ตั้งเป้าหมายเติบโตด้วยตัวเลขสองหลัก ที่คาดว่าจะโตได้มากกว่า ปี 2568 ที่ขยายตัว 22% ผ่านกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ยกระดับช่องทางการขาย นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุน ผนึกความสัมพันธ์พันธมิตร ตัวแทนอย่างเหนียวแน่น ตามมาด้วยพัฒนาบริการที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีผ่านแอป GEN 365 และสุดท้ายลงทุนกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของบริษัท
นายอาร์ช คอลมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ ปี2569 ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่สองหลัก และคาดว่าจะโตกว่าปี 2568 แม้จะมีความท้าทายในเรทื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และปัจจัยภายนอกในเรื่องของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อราคาพลังงาน และกำลังซื้อของประชาชน แต่ด้วยแผนงานกลยุทธ์ที่วางไว้ 3 เสาหลัก จะเข้ามาช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเติบโต
*ปี 68 โต 22%
ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ทำเบี้ยประกันภัยรับรวม (GWP) อยู่ที่ 16,100 ล้านบาท เติบโตถึง 22% โดยเป็นเบี้ยจากธุรกิจประกันชีวิตที่ราว 14,000 ล้านบาท เติบโต 20% และเบี้ยจากธุรกิจประกันวินาศภัยอยู่ที่ ราว 2,000 ล้านบาท เติบโต 30%
“การเติบโตของกลุ่มธุรกิจมาจากช่องทางพันธมิตรเป็นหลัก ทั้งมีทั้ง แบงก์ กลุ่มธุรกิจไฟแนนซ์ โบรกเกอร์ เป็นต้น เข้ามาช่วยสร้างการเติบโตให้กับเราในปีที่ผ่านมา และในปีนี้ยังคงเดินหน้าสร้างพันธมิตรต่อเนื่องในหลายๆ กลุ่มธุรกิจ ทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงิน”
*แบงก์หนุนผลงานแกร่ง
นายอาร์ช กล่าวว่า ในแง่ของช่องทางการขาย โดย 70% มาจากช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ และสัดส่วนที่เหลือมาจากช่องทางอื่นๆ เช่น ตัวแทน ไดเร็กต์เซลส์ ประกันกลุ่ม รวมถึงช่องทางดิจิทัล ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัท ซึ่งบริษัทจะเน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตร และตัวแทนของบริษัทเพื่อให้ทราบถึงความต้องการ เพื่อให้บริษัทสามารถพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนงานขายให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับการเติบโตผ่าน 3 เสาหลักในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายนั้น นายอาร์ช มองว่า บริษัทประกันภัย จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพและความเสี่ยงการเงินมากยิ่งขึ้น
*เทคโนโลยีเสริมกำลัง
โดยในส่วนของเสาหลักแรก คือ การยกระดับช่องทางการขายผ่านการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือ Digitalization การเสริมศักยภาพให้พันธมิตรด้วยเครื่องมือการขายดิจิทัลที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานโดยยึดความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อพันธมิตรด้านการจัดจำหน่าย โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Customization) ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
โจทย์ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็ต้องสอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวไม่เต็มที่ ดังนั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึง บริษัทก็มีการพัฒนาแบบประกันในราคาที่จับต้องได้ เช่น GEN Health Mini ประกันสุขภาพออนไลน์แบบมินิ เบี้ยเบา แต่เอาอยู่ หรือ GEN Health Top Up ประกันสุขภาพที่สามารถเติมความคุ้มครองหากประกันที่มีอยู่ยังครอบคลุมไม่เพียงพอ
*ราคาจับต้องได้
ซึ่งแบบบประกันทั้ง 2 แผนนี้ มีเบี้ยที่สามารถจับต้องได้ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่เอื้อ ภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ แต่ความเสี่ยงในการเจ็บป่วยยังคงมีอยู่ 2 แผนนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้า เนื่องจากเบี้ยประกันต่อเดือน อยู่ที่ราว 500 บาท (ขึ้นอยู่กับอายุ และแผนประกัน) โดยทั้ง GEN Health Mini และ GEN Health Top Up รับประกันภัยโดย บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
เสาที่ 2 คือลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่ง นายอาร์ช มองว่า เมื่อลูกค้าซื้อประกันแล้ว ก็คาดหวังในเรื่องของบริการ และสิทธิพิเศษ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา แอปพลิเคชั่น GEN 365 ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้ามาใช้บริการถึง 600,000 ราย และ 30% เป็นลูกค้าที่ใช้ต่อเนื่อง (Active)ทุกเดือน เพราะ GEN 365 ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลที่ลูกค้าทำประกัน ช่วยคำนวณเบี้ยประกัน การสับเปลี่ยนกองทุนในกรณีที่ซื้อประกันยูนิตลิงค์ และช่วยในเรื่องของการเคลมที่สะดวกและรวดเร็วโดยบริษัทพบว่า ลูกค้า 100 คน จำนวน 66 คนใช้บริการเคลมออนไลน์
*เคลมง่ายเคลมไว
“จากข้อมูลของเราใน 1 ปี เราทำเคลมประมาณ 1 ล้านราย โดยมากเป็นเคลมประกันสุขภาพ ดังนั้น เวลา โรงพยาบาลยื่นเรื่องเคลม เราจะใช้เวลาเพียง 30 นาที ในการดำเนินการในกรณีที่ข้อมูลครบถ้วน หรือถ้าทำผ่าน แอปพลิเคชั่นก็จะใช้เวลา 5 วันในการจ่ายเงินคืนผู้ถือกรมธรรม์ และเรามีแผนงานที่จะลดระยะเวลาลงให้เร็วกว่านี้ด้วย”
เสาสุดท้าย ถือเป็นรากฐานของบริษัทมีความสำคัญมาก นั่นคือบุคลากร (People) ที่บริษัทลงทุนในการพัฒนาเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ความเป็นเลิศขององค์กร เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI และทักษะการทำงานข้ามสายงาน เพื่อให้พนักงานมีทั้งทักษะและกรอบความคิดที่เหมาะสมในการเติบโตและประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล