โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“นิ่วในถุงน้ำดี” ก้อนหินในพุงที่หญิงสูงวัยต้องระวังเป็นพิเศษ!

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวานนี้ มีเพื่อนท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้หญิงสูงวัย(แฮ…เธอเพิ่งมีอายุเพียง 55 ปี )ได้โทรฯมาถามผมว่า เธอมีปัญหาใต้ซี่โครงด้านขวา หลังทานอาหารก็มักจะมีอาการปวดเสียดๆ เธอจึงได้เข้าไปดู YouTube พบว่า อาการเช่นนี้น่าจะเป็นอาการของ “นิ่วในถุงน้ำดี” ผมจึงบอกเธอไปว่า อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ควรจะไปโรงพยาบาลพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจดูอาการก่อน หากมีนิ่วในถุงน้ำดีจริง แพทย์ท่านย่อมมีวิธีการรักษาให้หายได้น่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผม ผมจึงได้ไปสืบค้นหาดูใน Google Scholar เพื่อดูบทความต่างๆ จึงพบว่าร่างกายของคนเรา แม้จะมีร่างกายที่เข้มแข็งเหมือนไม่มีปัญหาอะไร? แต่จู่ ๆพอไปพบแพทย์ แพทย์ก็วินิจฉัยว่า มีโรคนิ่วในถุงน้ำดี ทำให้เราอาจจะสงสัยว่า แม้จะดูแข็งแรงไม่ได้นุ่มนิ่มมาก แล้วจะไปเสก “ก้อนหิน” แข็งๆ เข้าไปในท้องได้ยังไง? แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่า เจ้าก้อนหินพวกนี้มักจะไปโผล่ในร่างกายของ “สุภาพสตรี” มากกว่าสุภาพบุรุษครับ วันนี้ผมจึงอยากจะชวนพวกเราผู้สูงวัยทั้งหลาย มาล้วงความลับนี้กันให้ละเอียด ตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงวิธีรับมือแบบคนวงใน ตามที่ผมไปอ่านพบมาครับ

ก่อนอื่นเราควรต้องรู้จัก “น้ำดี” (Bile) ก่อนนะครับ น้ำดีไม่ใช่แค่น้ำย่อยธรรมดา แต่มันคือ “สบู่เหลว” ที่ตับผลิตขึ้นมา เพื่อใช้ละลายไขมันที่เราเพิ่งกินเข้าไป (ไม่ว่าจะเป็นชาบู หมูกระทะ หรือเบเกอรี่) ปกติแล้ว “น้ำดี”จะมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่ 3 อย่างที่ต้องสมดุลกันเหมือนสูตรค็อกเทล อันประกอบด้วยตัวแรกคือ “คอเลสเตอรอล” ซึ่งเป็นตัวเอกที่ถ้ามีพอดีก็ช่วยย่อย แต่ถ้าเยอะเกินไปก็เป็นเรื่องครับ ตัวต่อมาคือ “เกลือน้ำดี” ซึ่งตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวละลาย (Solvent) คอยประคองไม่ให้คอเลสเตอรอลจับตัวกัน ตัวที่สามคือ “บิลิรูบิน” ตัวนี้คือสารสีเหลืองส้ม ที่ได้จากการรีไซเคิลเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุนั่นเองครับ เรามาดูการทำงานของเจ้าถุงน้ำดีก่อนที่ จะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของหายนะ มักจะเกิดขึ้นจากเมื่อไหร่ก็ตาม ที่ตับ “ขยันผิดที่” ผลิตคอเลสเตอรอลออกมาเข้มข้น จนเกลือน้ำดีละลายไม่ไหว หรือถุงน้ำดีดัน “ขี้เกียจบีบตัว” จนทำให้น้ำดีตกค้างอยู่นานเกินไป เจ้าคอเลสเตอรอลเหล่านั้นจะเริ่มจับกลุ่มกันเป็นผลึกเล็กๆ เหมือนน้ำตาลทราย แล้วค่อยๆ พอกตัวจนกลายเป็น “ก้อนนิ่ว”ไปในที่สุดครับ

เราอาจมีคำถามว่า แล้วทำไมผู้หญิงถึงเป็นนิ่วมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า คำตอบสั้นๆ คือ “ฮอร์โมนเพศ” ครับ เพราะธรรมชาติออกแบบให้ผู้หญิงมีฮอร์โมน “เอสโตรเจน” (Estrogen) สูง ซึ่งเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ มีงานอดิเรกคือการไปสะกิดตับให้ไปทำหน้าที่ปล่อยคอเลสเตอรอล ออกมาในน้ำดีมากกว่าปกติ เท่านั้นยังไม่เพียงพอ ยังมีฮอร์โมน “โปรเจสเตอโรน” (Progesterone) ที่คอยกระซิบให้ถุงน้ำดี “พักผ่อนเถอะ ไม่ต้องบีบตัวบ่อย”ก็ได้ ผลลัพธ์ก็คือ น้ำดีในตัวผู้หญิงจะทั้งเข้มข้นกว่า และตกค้างนานกว่า นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมช่วง “ตั้งครรภ์” หรือตอน “กินยาคุม” ถึงเป็นช่วงนาทีทอง ที่ก้อนนิ่วจะแอบก่อตัวขึ้นมาแบบเงียบๆนั่นเองครับ

นิ่วในถุงน้ำดีจะเป็นคล้ายๆพวก “นินจา” ที่ส่วนใหญ่ 80% จะอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรเราเลย เรียกว่า “Silent Gallstones” (นิ่วเงียบ) แต่ถ้าวันไหนมันเกิดนึกสนุก อยากจะไปขวางประตูทางออกของถุงน้ำดีขึ้นมา คุณจะเจออาการที่เรียกว่า “ปวดบิดรุนแรง” (Biliary Colic) ซึ่งช่วงเวลาที่เกิดอาการเช่นว่านี้ มักจะมาหลังมื้ออาหารมื้อใหญ่ ที่โดยเฉพาะมื้อที่มีอาหารประเภท “มันๆ”เสมอครับ ตำแหน่งที่เกิดอาการปวด จนบางครั้งทำให้จุกแน่นตรงลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครงขวา บางคนปวดรุนแรงจนร้าวไปถึงหลังหรือสะบักขวา ซึ่งความรู้สึกเช่นนั้น มันไม่ใช่ปวดแสบแบบโรคกระเพาะ แต่มันจะปวดแน่นมากๆ เหมือนมีคนเอาเข็มขัดมารัดพุงไว้แน่นๆ นานเป็นชั่วโมงนั่นแหละครับ จุดที่จะต้องสังเกตคือ ถ้าปวดแล้วมีไข้ขึ้น หรือตัวเริ่มเหลือง ตาเริ่มเหลือง (ดีซ่าน) แปลว่า “เจ้านินจา” ได้กลายเป็น “ปีศาจ” ไปเสียแล้วครับ เพราะนิ่วอาจหลุดไปอุดตันท่อน้ำดีจนอักเสบ เราจะต้องรีบไปหาหมอทันทีครับ

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ ได้มีการรักษาด้วยการผ่าตัดถุงน้ำดีออกครับ ซึ่งบางครั้งพอเราฟังดูอาจจะน่ากลัวไปบ้าง หรือบางท่านอาจจะกลัวว่าไม่มีถุงน้ำดี แล้วร่างกายจะทรุดโทรมไปหรือไม่? แต่ไม่ต้องกังวลครับ เพราะร่างกายเราเก่งมากอยู่แล้ว เพราะยังคงสามารถทำให้ “น้ำดี”ยังคงผลิตจากตับได้เหมือนเดิม แค่ไม่มีที่พัก (ก็ถุงน้ำดีนั่นแหละ) มันจะไหลลงลำไส้โดยตรงแทน ชีวิตเกือบ 100% จะกลับมาเป็นปกติ แค่อาจจะต้องเพลาๆ อาหารมันๆ ลงบ้างในช่วงแรก

แต่ถ้าหากเรายังกลัวการผ่าตัดถุงน้ำดีทิ้งไปทั้งหมด แล้วยังคง “ยืนกราน” ว่าไม่ขอส่องกล้องเจาะรูสามรูเข้าไปตัดทิ้งล่ะ? ปัจจุบันนี้ได้ยาสลายนิ่ว (UDCA) ซึ่งก็เหมือนการเอา “น้ำยาล้างท่อ” ไปหยอดลงในท่อเพื่อล้างท่อนั่นแหละครับ แต่มันจะใช้ได้ผลเฉพาะนิ่วก้อนเล็กๆ และต้องกินกันเป็นปีๆเท่านั้นเอง ที่สำคัญคือ พอหยุดกินยาเมื่อไหร่ เจ้านินจานิ่วก็มักจะกลับมาใหม่เสมอ เพราะ “โรงงานผลิตน้ำดี (ตับ)” ของเรายังทำงานเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีวิธีการปรับไลฟ์สไตล์ (The Long Game) ถ้าคุณไม่มีอาการปวด คุณสามารถประคองสถานการณ์ได้ด้วยการเลี่ยงของทอดและของมันจัดๆ เพื่อลดภาระถุงน้ำดี ไม่ให้ต้องบีบตัวแรงจนนิ่วขยับนั่นเองครับ หรืออาจจะกินอาหารที่มีกากใยเยอะๆ เช่น ผักผลไม้ช่วยจับคอเลสเตอรอลได้ดีครับ

นิ่วในถุงน้ำดีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือถ้าใครกลัว ผมมีสูตร 4F ที่ผมได้มาจากเจ้าแม่ Google Scholar (แฮ่….) นั่นคือ Female (หญิง) Fat (เจ้าเนื้อ) Forty (40+) Fertile (วัยเจริญพันธุ์หรือลูกดก) ทดลองตรวจดูนะครับ ถ้าใครเข้าข่ายเกิน 2 ข้อ ก็ควรไปตรวจอัลตราซาวด์อย่างน้อยปีละครั้งนะครับ แต่ถ้าเราเข้าใจที่มาที่ไปของมัน แม้คุณไม่ได้มี 2 ข้ออยู่ แต่ยังมีความไม่มั่นใจ เพราะตัวคุณเองมีพฤติกรรมการกินของมันบ่อยๆ การทำอัลตราซาวด์ ก็ยังคงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทันว่ามี “แขกไม่ได้รับเชิญ” แอบมาอาศัยอยู่หรือเปล่า?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...