โดดเดี่ยว เซาะกร่อน ‘ปชน.’ ฝ่ายค้าน 3 เส้า แตกยับแยกกันรบ
ผลการโหวตนายกรัฐมนตรีจบลงด้วยการโดดเดี่ยว-ลอยแพ พรรคเบอร์หนึ่ง พรรคฝ่ายค้าน อย่าง “ประชาชน” ชัดเจน
สะท้อนได้จากทิศทาง การลงมติเห็นชอบให้“อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 วันที่ 19 มี.ค.69 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 293 เสียง เห็นชอบ“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แคนดิเดตจากพรรคประชาชนเพียง 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง จาก สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาฯ 499 คน
หากจำแนกเสียงของ สส.ที่โหวตให้กับ เท้ง “ณัฐพงษ์” แบ่งเป็น สส.พรรคประชาชน 118 คน และพรรคเสรีรวมไทย 1 คน
โดยในปีกพรรคส้ม 120 เสียง มีเจ้าตัวที่งดออกเสียง และปรากฏ สส. “งูเห่าสีส้ม”รายแรก ที่กล้าประกาศตัว เปิดหน้าขานชื่อเห็นชอบ “อนุทิน” คือ“สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน
ด้วยความแข็งแกร่งของพรรคร่วมรัฐบาลสีน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” ทำให้ “อนุทิน” ได้เสียงโหวตจากพรรคการเมือง ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มฝ่ายค้าน อย่าง “ไทรวมพลัง” อีก 6 เสียงมาเติม
ความไร้เอกภาพของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มี 3 พรรคหลัก คือ พรรคประชาชน 120 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง และพรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง จากการลงมติเห็นชอบนายกฯ ครั้งนี้ สะท้อนถึง 3 เส้าฝ่ายค้าน และบ่งบอกได้ว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ระหว่างพรรค ส้ม-เขียว-ฟ้า นับจากนี้ อาจแยกกันเดิน เหมือนเส้นขนาน
การตัดสินใจงดออกเสียงโหวตนายกฯ ทั้งของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม แม้จะมีแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาชนเข้าชิง ยังสะท้อนความไม่ปลื้มแคนดิเดตนายกฯ ขั้วเดียวกัน เป็นทุนเดิม
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แสดงเหตุผลว่า “ทำไมผมจึงไม่สนับสนุน นายณัฐพงษ์ ด้วยหลักเกณฑ์ และมาตรฐานเดียวกัน เมื่อท่านได้ตกเป็นผู้ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล เรื่องอาจต้องส่งเข้าสู่ศาล และอาจทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เราก็มีความเห็นว่า ไม่สามารถสนับสนุนท่านได้เช่นกัน การงดออกเสียงไม่ใช่เป็นเรื่องการรอร่วมรัฐบาล ผมทำงานเป็นฝ่ายค้านแทบจะนานที่สุดในสภาฯ แห่งนี้ ไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล ตรวจสอบจริง ไม่ตรวจสอบทำคอนเทนต์”
นอกจากนี้ ในการโชว์โวหารครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปีในสภาฯ ของอภิสิทธิ์ หลังการลาออกจาก สส.เมื่อปี 2562 เขาได้แสดงจุดยืนการเป็นฝ่ายค้านครั้งนี้ด้วยว่า ปชป.ยังต้องการตรวจสอบเรื่องหลักคือ คดีฮั้ว สว. ที่เชื่อมโยงไปถึงแบ็กอัปหลังฉากอย่างพรรคสีน้ำเงิน
ขณะที่พรรคกล้าธรรม 58 เสียง ส่งมืออภิปรายในสภา“อรรถกร ศิริลัทธยากร” สส.ฉะเชิงเทรา ส่งสัญญาณถึงปมปัญหาที่พรรคภูมิใจไทยแยกทางกับพรรคกล้าธรรม
“ผมกลัวว่า จะลืมพี่ ลืมน้อง ลืมเพื่อน เดือนที่แล้วบอกว่า ไม่น่าพลิกขั้ว แต่คนร่วมสู้กันมาลืมผู้กองธรรมนัส ผมไม่ว่า ขออย่างเดียวว่าอย่าลืมความเดือดร้อนของประชาชน” อรรถกร อภิปราย
พรรคกล้าธรรม ถูกดีดออกจากสมการร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย ด้วยเหตุผลหลัก ที่นักเลือกตั้งรับรู้ตรงกันว่า กำลังสยายอำนาจขึ้นแข่งกับพรรคภูมิใจไทยในหลายพื้นที่ ในการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมา ชัดเจนว่า บางเขตพรรคกล้าธรรมเปิดหน้าสู้เต็มสรรพกำลัง ไม่มีหลบให้ เพื่อไว้ไมตรีคนหลังฉากพรรคสีน้ำเงิน
อย่างไรก็ตาม ในวันข้างหน้า สมการการเมืองไทยยังคาดเดาไม่ได้ว่า พรรคภูมิใจไทยจะประคองพรรคร่วมรัฐบาลไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะหากเกิดความขัดแย้งระหว่าง พรรคเบอร์รองอย่าง “เพื่อไทย” จนกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล ก็เป็นไปได้ที่พรรคสีน้ำเงินอาจต้องใช้พรรคอะไหล่ มาเสริมความมั่นคงของรัฐบาลในอนาคต
สถานภาพฝ่ายค้านของพรรคกล้าธรรม ยังถูกคาดการณ์ว่า เป็นพรรคฝ่ายค้านที่รอร่วมรัฐบาล และมีสัญญาณการทอดไมตรีไปยังพรรคภูมิใจไทย
กลเกมโหวตนายกฯ ในสภาฯ ครั้งนี้ ยังมีปรากฏการณ์ สส.งูเห่าสีส้ม เปิดหน้าแสดงตน โหวตเห็นชอบ “อนุทิน” เป็นนายกฯ
ทำให้ฉากทัศน์การเมืองในรัฐสภา ไม่พ้นวังวนการซื้อโหวต ซึ่งอาจนำไปสู่เกมต่อรองต่างๆ ทั้งการผ่านกฎหมายสำคัญ การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี และยกมือผ่านเกมโหวตไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรี ในศึกซักฟอกข้างหน้า
3 ก๊กขั้วฝ่ายค้าน ที่ต่างฝ่ายต่างแยกกันเดิน ชัดเจนว่า ทั้งกล้าธรรม และประชาธิปัตย์ โดดเดี่ยวพรรคประชาชน อย่างไม่ปิดบัง ย่อมกลายเป็นจุดอ่อน เซาะกร่อนถึงประสิทธิภาพในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างน่าเสียดาย หากผนึกกันได้ ศักยภาพ 3 พรรค อาจเป็นฝันร้ายของรัฐบาล
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์