โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

แค่ซื้อเวลา? “TACO Tuesday” สะท้อนทรัมป์ถอย แต่ปมฮอร์มุซ–นิวเคลียร์ยังไร้ทางออก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 8 เมษายน 2569 เวลา 19.23 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การชะลอโจมตีของทรัมป์ ช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่ประเด็นสำคัญยังค้างคา ทั้งการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นิวเคลียร์ และเงื่อนไขคว่ำบาตร นักวิเคราะห์มองเป็นเพียงการยืดเวลา

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 10.55 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การตัดสินใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการยอมรับข้อเสนอหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อาจดูเหมือนเป็นทางลงจากสถานการณ์ตึงเครียดที่เสี่ยงลุกลาม แต่ในความเป็นจริง นี่อาจเป็นเพียงการเลื่อนปัญหาออกไปชั่วคราว มากกว่าการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างแท้จริง

การประกาศหยุดยิงดังกล่าวได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาดการเงินทั่วโลกและผู้นำหลายประเทศ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงที่สหรัฐจะเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามเบื้องหลังความโล่งใจนั้น ยังมีคำถามสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยเฉพาะสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ ว่าจะกลับมาเปิดให้เรือบรรทุกน้ำมันสัญจรได้อย่างเต็มที่หรือไม่

แม้อิหร่านจะส่งสัญญาณพร้อมเจรจา แต่ก็ยังไม่แสดงท่าทีว่าจะยอมรับเงื่อนไขหลักของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการยุติโครงการนิวเคลียร์ หรือการปลดอาวุธขีปนาวุธ ขณะเดียวกันข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน ซึ่งถูกใช้เป็นฐานในการเจรจา ยังรวมถึงการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการชดเชยความเสียหายจากสงคราม ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ และทำให้ต้นทุนพลังงานโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป

นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ทรัมป์อาจอยู่ภายใต้แรงกดดันทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ต้องหาทางลง จากสถานการณ์นี้ โดย Ian Bremmer ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทรัมป์พยายามยืดเวลาออกไปอีกครั้ง มากกว่าจะเผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง

ภายในรัฐบาลสหรัฐเองก็มีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วนแสดงความสงสัยต่อแนวคิดที่ว่า การโจมตีจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านได้ ขณะที่ JD Vance มีบทบาทสำคัญในการเจรจา โดยมีรายงานว่าเขาได้ติดต่อกับตัวกลางจากปากีสถาน และร่วมประสานงานกับผู้นำหลายฝ่าย รวมถึงเบนจามิน เนทันยาฮู เพื่อผลักดันข้อตกลงหยุดยิง

ขณะเดียวกันเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งฝ่ายการเมืองและสาธารณชนในสหรัฐก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังทรัมป์เคยขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายสงคราม โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน รวมถึง Ron Johnson ออกมาเตือนว่าการโจมตีเป้าหมายพลเรือนจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

ในมิติทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสงครามยิ่งทวีความรุนแรง ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 70% นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐกลับขึ้นเหนือ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนอีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง โดยดัชนี S&P 500 ร่วงลงกว่า 5% จากจุดสูงสุด

แม้การประกาศหยุดยิงจะช่วยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าระดับราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยอาจเคลื่อนไหวใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ อิหร่านอาจมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก หลังจากสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และกำลังพิจารณาเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนพลังงานในระยะยาว

ท้ายที่สุด แม้ทรัมป์จะประกาศว่าข้อตกลงนี้เป็นชัยชนะอย่างสมบูรณ์ แต่หลายฝ่ายยังตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ที่แท้จริง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า เป้าหมายหลักของสหรัฐ ทั้งการยุติโครงการนิวเคลียร์และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน ยังห่างไกลจากความเป็นจริง และการหยุดยิงครั้งนี้อาจเป็นเพียงการซื้อเวลาในเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ยังไม่มีข้อยุติชัดเจน

อ้างอิง : bloomberg.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...