แค่ซื้อเวลา? “TACO Tuesday” สะท้อนทรัมป์ถอย แต่ปมฮอร์มุซ–นิวเคลียร์ยังไร้ทางออก
การชะลอโจมตีของทรัมป์ ช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่ประเด็นสำคัญยังค้างคา ทั้งการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นิวเคลียร์ และเงื่อนไขคว่ำบาตร นักวิเคราะห์มองเป็นเพียงการยืดเวลา
วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 10.55 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การตัดสินใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการยอมรับข้อเสนอหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อาจดูเหมือนเป็นทางลงจากสถานการณ์ตึงเครียดที่เสี่ยงลุกลาม แต่ในความเป็นจริง นี่อาจเป็นเพียงการเลื่อนปัญหาออกไปชั่วคราว มากกว่าการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างแท้จริง
การประกาศหยุดยิงดังกล่าวได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาดการเงินทั่วโลกและผู้นำหลายประเทศ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงที่สหรัฐจะเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตามเบื้องหลังความโล่งใจนั้น ยังมีคำถามสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยเฉพาะสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ ว่าจะกลับมาเปิดให้เรือบรรทุกน้ำมันสัญจรได้อย่างเต็มที่หรือไม่
แม้อิหร่านจะส่งสัญญาณพร้อมเจรจา แต่ก็ยังไม่แสดงท่าทีว่าจะยอมรับเงื่อนไขหลักของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการยุติโครงการนิวเคลียร์ หรือการปลดอาวุธขีปนาวุธ ขณะเดียวกันข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน ซึ่งถูกใช้เป็นฐานในการเจรจา ยังรวมถึงการเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการชดเชยความเสียหายจากสงคราม ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ และทำให้ต้นทุนพลังงานโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ทรัมป์อาจอยู่ภายใต้แรงกดดันทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ต้องหาทางลง จากสถานการณ์นี้ โดย Ian Bremmer ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทรัมป์พยายามยืดเวลาออกไปอีกครั้ง มากกว่าจะเผชิญหน้ากับปัญหาโดยตรง
ภายในรัฐบาลสหรัฐเองก็มีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วนแสดงความสงสัยต่อแนวคิดที่ว่า การโจมตีจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านได้ ขณะที่ JD Vance มีบทบาทสำคัญในการเจรจา โดยมีรายงานว่าเขาได้ติดต่อกับตัวกลางจากปากีสถาน และร่วมประสานงานกับผู้นำหลายฝ่าย รวมถึงเบนจามิน เนทันยาฮู เพื่อผลักดันข้อตกลงหยุดยิง
ขณะเดียวกันเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งฝ่ายการเมืองและสาธารณชนในสหรัฐก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังทรัมป์เคยขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายสงคราม โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน รวมถึง Ron Johnson ออกมาเตือนว่าการโจมตีเป้าหมายพลเรือนจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่
ในมิติทางเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสงครามยิ่งทวีความรุนแรง ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 70% นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐกลับขึ้นเหนือ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนอีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง โดยดัชนี S&P 500 ร่วงลงกว่า 5% จากจุดสูงสุด
แม้การประกาศหยุดยิงจะช่วยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าระดับราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยอาจเคลื่อนไหวใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ อิหร่านอาจมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก หลังจากสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และกำลังพิจารณาเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มต้นทุนพลังงานในระยะยาว
ท้ายที่สุด แม้ทรัมป์จะประกาศว่าข้อตกลงนี้เป็นชัยชนะอย่างสมบูรณ์ แต่หลายฝ่ายยังตั้งคำถามถึงผลลัพธ์ที่แท้จริง โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า เป้าหมายหลักของสหรัฐ ทั้งการยุติโครงการนิวเคลียร์และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน ยังห่างไกลจากความเป็นจริง และการหยุดยิงครั้งนี้อาจเป็นเพียงการซื้อเวลาในเกมการเมืองระหว่างประเทศที่ยังไม่มีข้อยุติชัดเจน
อ้างอิง : bloomberg.com