พายุอ่าวเปอร์เซียและวิกฤตความเหลื่อมล้ำ: เมื่อ "กองทุนน้ำมัน" ล่มสลาย แต่ "โรงกลั่น" กำไรพุ่งทะยาน รัฐบาลควรทำอะไร?
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2026 กำลังก้าวข้ามจุดที่ยากจะหวนกลับ การเผชิญหน้าในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็น "สึนามิทางเศรษฐกิจ" ที่กำลังซัดถล่มโครงสร้างพลังงานของไทยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยมีน้ำมันดิบ Dubai (ดูไบ) เป็นตัวแปรหลักที่พุ่งทะยานยืนเหนือ $133.40 ต่อบาร์เรล
1. จุดชนวนเดือด: เมื่อความรุนแรงถูกยกระดับเกินกว่าการทูต
เหตุการณ์สังหาร พลเรือตรี Alireza Tangsiri ผู้บัญชาการทหารเรือ IRGC ของอิหร่านโดยอิสราเอล คือจุดเปลี่ยนสำคัญ (Point of No Return) ที่ลบความหวังเรื่องการจบสงครามในระยะสั้นทิ้งไปทันที เนื่องจากการสูญเสียผู้นำที่คุมช่องแคบฮอร์มุซบีบให้อิหร่านต้องตอบโต้อย่างรุนแรงเพื่อรักษาศักดิ์ศรี ยุทธศาสตร์การปิดช่องแคบฮอร์มุซและเลือกปฏิบัติกับเรือบรรทุกน้ำมัน กลายเป็นอาวุธที่อิหร่านใช้ต่อรองกับโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบฝั่งเอเชียตึงตัวอย่างหนัก
2. ความจริงที่ถูกซ่อนไว้: ราคาดีเซล 59 บาท และกองทุนน้ำมันในห้อง ICU
หากพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันไทยแบบไม่มีการอุดหนุนและเก็บภาษีในอัตราปกติ โดยอิงจากโครงสร้างต้นทุนจริง ณ วันที่ 26 มีนาคม 2026 จะพบตัวเลขที่น่าตกใจดังนี้:
| รายการต้นทุน (ดีเซล) | ราคา (บาท/ลิตร) |
|---|---|
| ต้นทุนเนื้อน้ำมัน (Ex-Refinery) อิงตลาดสิงคโปร์ | 46.59 |
| ภาษีสรรพสามิต (อัตราปกติ) | 5.99 |
| ภาษีเทศบาล (10% ของสรรพสามิต) | 0.60 |
| กองทุนอนุรักษ์พลังงาน | 0.005 |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7% ของราคาส่ง) | ~3.72 |
| ค่าการตลาดปั๊ม (รวม VAT) | 2.14 |
| สรุปราคาหน้าปั๊มที่ควรจะเป็น (ถ้าไร้การอุดหนุน) | ~59.05 |
ราคาปัจจุบันที่ 41.05 บาทเกิดขึ้นได้เพราะการ "ควักเนื้อ" ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนัก:
* ภาวะติดลบวิกฤต: กองทุนฯ ติดลบทะลุ -35,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกเพื่ออุ้มราคาดีเซลสูงถึง 2,000 - 2,400 ล้านบาทต่อวัน
* สายป่านสุดท้าย: วงเงินกู้ฉุกเฉิน 30,000 ล้านบาทจะหมดเกลี้ยงภายใน 15 วัน การขึ้นราคา 6 บาทรวดเดียวเมื่อเช้าคือหลักฐานว่ารัฐบาลกำลังถึงทางตันในการแบกรับหนี้สาธารณะก้อนนี้
3. เอฟเฟกต์โดมิโน: วิกฤตค่าครองชีพที่ลามสู่ทุกโต๊ะอาหาร
เมื่อราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ของระบบเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้น ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่หัวจ่ายน้ำมัน แต่กำลังสร้างแรงกระแทกต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ (Domino Effect) ในทุกมิติ:
* ต้นทุนโลจิสติกส์และขนส่ง: น้ำมันคือต้นทุน 40-50% ของการขนส่ง เมื่อดีเซลขยับ ค่าระวางสินค้าและค่าจัดส่งพัสดุจะดีดตัวตามทันที ส่งผลให้ราคาสินค้าทุกชนิดในห้างสรรพสินค้าและตลาดสดต้องปรับขึ้นตามต้นทุนแฝงนี้
* ราคาอาหารและสินค้าเกษตร: เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันสำหรับเครื่องจักรและรถไถ ขณะที่ต้นทุนขนส่งวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูง ผลที่ตามมาคือ "ภาวะอาหารแพง" (Agflation) ตั้งแต่ผัก ไข่ไก่ ไปจนถึงเนื้อสัตว์ ซึ่งกระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง
* ค่าไฟฟ้าและบริการสาธารณะ: การใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมที่แพงขึ้นจะถูกผลักภาระมายังค่า Ft ในบิลค่าไฟของประชาชนในรอบถัดไป รวมถึงค่าโดยสารสาธารณะที่เตรียมปรับตัวเพิ่มขึ้น สร้างภาวะ "เงินเฟ้อฝังตัว" ที่ลดทอนกำลังซื้อของประชาชนอย่างรุนแรง
* วิกฤตชนชั้นกลางและกลุ่มเปราะบาง: คนทำงานที่มีรายได้คงที่ต้องเผชิญกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกทิศทาง ขณะที่เงินในกระเป๋าเท่าเดิม นำไปสู่ภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงและความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ฉีกกว้างขึ้น
4. เจาะลึกกำไรลาภลอย (Windfall Profit): ความเหลื่อมล้ำกลางวิกฤต
ในขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ล่มสลายและประชาชนแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูง แต่กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันกลับได้รับอานิสงส์อย่างมหาศาล:
* ค่าการกลั่น (Refinery Margin) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์: ปัจจุบันค่าการกลั่นพุ่งไปถึง 6.33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับปกติถึง 3 เท่า นี่คือส่วนต่างกำไรที่โรงกลั่นได้รับท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน
* ราคา "ทิพย์" (Parity Pricing): โครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไทยยังคงอิงราคาตลาดสิงคโปร์บวกค่าขนส่งและประกันภัยเสมือนว่านำเข้ามาจากต่างประเทศ ทั้งที่กลั่นในประเทศ นี่คือต้นทุนแฝงที่ซ้ำเติมผู้บริโภคโดยตรง
ซึ่งในประเด็นนี้ทางกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันออกมาชี้แจงว่า ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น เพราะยังมีต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น 5 เท่าค่าประกันภัยในพื้นที่สงครามที่พุ่งสูงขึ้น 100 เท่า และอื่นๆ แฝงอยู่ในค่าการกลั่นด้วย (ภาพประกอบ)
5. ยุทธศาสตร์หยุดเลือดไหลและสนับสนุนอย่างเฉียบคม
รัฐบาลต้องเลิกใช้วิธีการอุดหนุนแบบหว่านแห และหันมาใช้มาตรการเชิงรุกที่ทรงพลังเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศ:
* เก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax): เรียกเก็บภาษีพิเศษจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในอัตราอย่างน้อย 3 บาทต่อลิตร เพื่อดึงเงินกลับมาเติมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันทันทีวันละกว่า 300 ล้านบาท
* รื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น: ยกเลิกการบวกค่าขนส่งทิพย์จากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่นลงทันที 1.50 - 2.00 บาทต่อลิตร
* Targeted Subsidy (การสนับสนุนเฉพาะจุด): เลิกตรึงราคาให้ทุกคน แต่ใช้ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือคูปองพลังงานสนับสนุนกลุ่มขนส่งสินค้าจำเป็น กลุ่มเกษตรกร และรถสาธารณะโดยตรง เพื่อหยุดวงจรโดมิโนของค่าครองชีพ
บทสรุป
วิกฤตครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่กองทุนน้ำมันจะแบกรับได้เพียงลำพัง หากรัฐบาลยังปล่อยให้กลุ่มทุนพลังงานกอบโกยกำไรส่วนเกินท่ามกลางภาวะสงคราม โดยไม่กล้าแตะต้องโครงสร้างราคาที่อยุติธรรม สงครามในตะวันออกกลางอาจไม่ใช่ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุด แต่เป็นวิกฤตความศรัทธาและความล่มสลายทางเศรษฐกิจในประเทศที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Korn Pongjitdham, M.D.