โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ยื่นรื้อใหญ่ ‘พ.ร.บ.บัตรทอง’ รอบ 24 ปี เปิดช่อง ‘ร่วมจ่ายส่วนเกิน’ จากสิทธิพื้นฐาน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นับตั้งแต่มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 นำมาสู่การมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง รวมเวลา 24 ปี แม้มีความพยายามหลายครั้งในการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ “ไม่เคยสำเร็จ”

ทว่า เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวกระโดด และภาระทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงกฎหมายนี้ อาจจำเป็นมากขึ้น

ล่าสุด มีการ "ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …." โดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การสาธารณสุข วุฒิสภา และได้ยื่นให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ผ่าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอต่อ รมว.สาธารณสุข และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)

5 ช่องว่างเชิงระบบบัตรทอง

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ จัดสัมมนาเชิงนโยบาย(ระดับประเทศ) เรื่อง “การปฏิรูประบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพระบบบัตรทอง และสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

ภก.ดร.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ การสาธารณสุข วุฒิสภา และคณะทำงานจัดทำร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่….) พ.ศ… กล่าวว่า ปัญหาเชิงระบบของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมี 5 ช่องว่าง ประกอบด้วย

  • ช่องว่างงบประมาณ ถูกกำหนดต่ำกว่าต้นทุนจริง รพ.ต้องแบกรับการขาดทุนเชิงนโยบาย
  • ช่องว่างข้อมูลต้นทุน ไม่มีฐานข้อมูลต้นทุนรายเคสที่เป็นมาตรฐาน บอร์ดต้องใช้ค่าเฉลี่ยแบบเท่ากันระดับประเทศ
  • ช่องว่างธรรมาภิบาล บอร์ดขาดสมดุล น้ำหนักผู้ให้บริการน้อยเกินไป มติขาดฐานข้อมูลต้นทุนที่ครบถ้วน
  • ช่องว่างการกระจายตามพื้นที่ สูตรจัดสรรงบไม่สะท้อนความแตกต่างของภาระโรค และความห่างไกล รพ.ศูนย์ /รพ.ห่างไกลได้งบไม่พอ
  • ช่องว่างโครงสร้างงบบุคลากร เงินเดือนรวมอยู่ในงบบริการ ทำให้ต้นทุนบิดเบือน การจัดสรรคนไม่อิงกับภาระงานจริง

ภก.ดร.อนันต์ชัย ย้ำว่า เรื่องที่มีการบอกว่าวุฒิสภากำลังล้มบัตรทองไม่จริง แต่กำลังยกระดับจึงต้องปรับบางอย่าง โดย พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กำลังเข้าสู่เบญจเพส อาจจะต้องมีเคราะห์เล็กน้อย สำหรับก้าวข้ามไป ภาพรวมสิทธิถ้วนหน้าใน พ.ร.บ.ฉบับเดิมมีการเปิดไว้ สำหรับการร่วมจ่ายในเรื่องอื่นๆ ยกเว้นกลุ่มเปราะบาง แปลว่าต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่เป็นคนไทยให้ได้

“กฎหมายหลักประกันสุขภาพฉบับปัจจุบันมีเรื่องการร่วมจ่ายอยู่ แต่ไม่เคยพูดถึงเลย วันนี้จึงต้องพูดถึงกัน ” ภก.ดร.อนันต์ชัย กล่าว

แก้ พ.ร.บ.บัตรทองมุ่งปรับ 4 ประเด็น

สำหรับการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับคณะทำงานฯ มุ่งปรับจากกองทุนจ่ายค่ารักษา สู่ระบบประกันสุขภาพที่บริหารเชิงระบบ โปร่งใส และสมดุล โดยมุ่งเน้น 4 ประเด็นหลักเพื่อระบบหลักประกันสุขภาพที่ยั่งยืน

1.โครงสร้างบอร์ดสมดุล บัญญัติสัดส่วนผู้ให้บริการ และผู้เชี่ยวชาญด้านต้นทุน/พื้นที่ในกฎหมาย

2.แยกสิทธิพื้นฐาน สิทธิเพิ่มเติม โดยรักษาสิทธิขั้นต่ำ คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และเปิดช่องร่วมจ่าย(Co-payment)สำหรับส่วนเกินสิทธิ

3.อำนาจบอร์ดยืดหยุ่น กำหนดอำนาจออกแบบสูตรจ่ายผสม (Mixed Payment) และบังคับใช้ตัวปรับพื้นที่(Area Adjuster)ในการคำนวณงบ

4.ธรรมาภิบาล บังคับเปิดเผยต้นทุนสาธารณะ จัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และรายจ่ายต่อรัฐสภาทุกปี

ร่วมจ่ายกรณีเกินสิทธิพื้นฐาน

การปรับปรุง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ใน 4 ประเด็น แยกเป็น 8 มิติย่อย ที่จะสร้างระบบนิเวศสุขภาพใหม่(The New Healthcare Ecosystem ) สู่ความสมดุลเชิงโครงสร้างใหม่ ทั้งประชาชนได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม และมีมาตรฐาน , ผู้ให้บริการที่รวมถึงบุคลากร และกลไกการจ่ายเงิน อยู่รอดได้ และได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และแกนกลางระบบ โครงสร้างตรวจสอบได้ และยั่งยืนในระยะยาว

มิติที่ 1 ขอบเขตความคุ้มครอง ด้วยการเพิ่มนิยาม สิทธิประโยชน์พื้นฐาน และให้มีอำนาจคณะกรรมการกำหนดประเภท และขอบเขต พร้อมกำหนดการร่วมจ่ายกรณีเกินสิทธิ

เนื่องจากปัญหาหลักจากที่ระบบต้องรักษาสิทธิพื้นฐานให้ครอบคลุมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง แต่ความต้องการบริการเพิ่มขึ้นสวนทางกับทรัพยากรที่จำกัด จึงต้องแก้ไขเพื่อรักษาสิทธิขั้นตํ่าให้มั่นคง แยก “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ออกจาก “สิทธิเพิ่มเติม” ให้ชัดเจน ออกแบบกลไกให้ผู้ที่มีกำลังจ่ายร่วมรับภาระ (Co-payment) ในส่วนที่เกินฐานสิทธิ กำหนดข้อยกเว้นปกป้องคนรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบาง

ร่วมจ่าย แต่คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง

มิติที่ 2 การคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงิน ด้วยการแก้มาตราให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดสิทธิพื้นฐานควบคู่กับอัตราการร่วมจ่ายอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ ภาระงบประมาณสุขภาพพุ่งสูงจากโรคเรื้อรัง และสังคมสูงวัย หากไม่มีเครื่องมือจัดการภาระร่วม ระบบจะตึงตัวทางการคลัง เสี่ยงต่อการผลักภาระไปสู่ครัวเรือนอย่างไร้กติกาในระยะยาว

ทำให้ต้องใช้การร่วมจ่ายเป็นเครื่องมือเสริมความยั่งยืนทางการคลัง คุ้มครองกลุ่มเปราะบางอย่างครอบคลุม และเชื่อมโยงสิทธิพื้นฐานเข้ากับกลไกประกันเอกชนหรือสิทธิอื่นสำหรับผู้มีกำลังจ่าย เพื่อกระจายความเสี่ยง

ปรับองค์ประกอบบอร์ด

มิติที่ 3 คุณภาพ และมาตรฐานบริการ ที่มีปัญหาเรื่องสิทธิครอบคลุมไม่เพียงพอหากคุณภาพบริการแปรปรวน ภาวะทรัพยากรตึงตัวนำไปสู่ความไม่สมํ่าเสมอของมาตรฐานระยะเวลารอคอยที่นาน และผลลัพธ์การรักษาที่ไม่บรรลุเป้าหมาย จึงต้องแก้ไขให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หมายถึงบริการที่จำเป็น และมีคุณภาพ เป็นต้น ด้วยการวางระบบข้อมูลบริการ หลักเกณฑ์จ่ายตามภารกิจ และกำหนดบทบาทคณะกรรมการควบคุมคุณภาพ ให้มีผลบังคับใช้จริง
มิติที่ 4 โครงสร้างและธรรมาภิบาล ด้วยการปรับองค์ประกอบบอร์ด ปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และเพิ่มอำนาจกำกับดูแลเชิงนโยบายของรัฐมนตรี เพื่อลดความซ้ำซ้อน และขัดแย้งเชิงสถาบัน และเพิ่มความรวดเร็วในการบริหารงานควบคู่กับความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

ฐานคลังของรัฐขยายตัวไม่ทันต้นทุน

มิติที่ 5 ความยั่งยืนของระบบ เนื่องจากปัญหาฐานคลังของรัฐขยายตัวไม่ทันต้นทุนเทคโนโลยี และความไม่ยั่งยืนแสดงออก ผ่านการชะลอการจ่ายเงิน การกดต้นทุน และการโยนภาระทางการเงินให้หน่วยงานบริการแบกรับ จึงแก้ไขด้วยการจัดระบบรายได้กองทุน ระบบบัญชี การประเมินผล และการออกแบบหลักเกณฑ์การจ่ายที่สะท้อนต้นทุนจริงอย่างยั่งยืน
มิติที่ 6 บุคลากร และผู้ให้บริการ หลักการแก้ไขเพื่อลดการให้ผู้ปฏิบัติงานแบกรับภาระนโยบายสาธารณะฝ่ายเดียว , ทำให้บทบาท ภาระงาน และความรับผิดชอบทางกฎหมายมีความชัดเจน และเป็นธรรม , สร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนทำงานอยู่ในระบบได้อย่างยั่งยืน ด้วยการปรับสัดส่วนผู้แทนหน่วยบริการในบอร์ด กำหนดค่าใช้จ่ายสนับสนุนที่ชัดเจน และรักษาสมดุลระหว่างกลไกกำกับดูแลกับสภาพการทำงานจริง

กลไกจ่ายเงินต้องสะท้อนต้นทุนจริง

มิติที่ 7 ระบบการจ่าย และเสถียรภาพหน่วยบริการ ตอนนี้มีปัญหาการจ่ายเงินชดเชยตํ่ากว่าต้นทุนจริงและล่าช้า ทำให้โรงพยาบาลต้องนำเงินบำรุงมารองรับสภาพคล่อง เป็นการอุดหนุนระบบแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการลงทุน และคุณภาพบริการ

ต้องแก้ไขให้กลไกการจ่ายเงินต้องสะท้อน “ต้นทุนจริง” และ “ภาระงานจริง” ยกเลิกการบังคับให้หน่วยบริการต้องแบกรับภาวะขาดทุนเชิงนโยบาย , สร้างความเป็นธรรมควบคู่ไปกับการรักษาวิจัยด้านข้อมูล และตรวจสอบบัญชีที่เข้มงวด ด้วยการกำหนดนิยาม “ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการใหม่ และวางหลักเกณฑ์การจ่ายตามราคากลาง ภารกิจ และความแตกต่างของพื้นที่
และมิติที่ 8 การจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องเพิ่มความชอบธรรมโดยป้องกันไม่ให้กระบวนการนโยบายถูกครอบงำ โดยผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม แต่จำกัดบทบาทเมื่อมีผลประโยชน์โดยตรง บังคับใช้กลไกการเปิดเผยข้อมูล และการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง ด้วยการกำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของกรรมการอย่างรัดกุม รวมถึง วาระการดำรงตำแหน่ง และการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายใน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ภก.ดร.อนันต์ชัย ย้ำว่า ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น คือ การเงิน รพ.มีสภาพคล่อง มีต้องดึงเงินบำรุงมาชดเชยการขาดทุนเชิงนโยบาย ธรรมาภิบาล ต้นทุนโปร่งใส ตรวจสอบได้ ,งบประมาณเป็นธรรมเชิงพื้นที่ รพ.ห่างไกล/ซับซ้อนได้รับงบสอดคล้องภาระงานจริง ,ประชาชนเข้าถึงบริการ ไร้กำแพงทางการเงินสำหรับกลุ่มเปราะบาง และระบบมั่นคงระยะยาว คุณภาพบริการไม่ถูกกระทบจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...