โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เกาะติดบอลโลก ครั้งแรก 4 ทีมอันดับโลก เข้ารอบรองฯ พร้อมกัน แต่ทำไมไม่เจอกันก่อนหน้านี้?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อ 4 ชาติที่รั้งอันดับ 1-4 ของการจัดอันดับฟีฟ่าโลก ต่างยกพลพากันผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้พร้อมกันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฟีฟ่าเริ่มใช้การจัดอันดับโลกเมื่อปี 1994 4 ทีมดังกล่าวได้แก่ สเปน (อันดับ 1 ของโลก), อาร์เจนตินา (อันดับ 2), ฝรั่งเศส (อันดับ 3), อังกฤษ (อันดับ 4) แล้วทำไม 4 ทีมอันดับโลกถึงไม่เจอกันมาก่อนหน้านี้?

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อ 4 ชาติที่รั้งอันดับ 1-4 ของการจัดอันดับฟีฟ่าโลก ต่างยกพลพากันผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้พร้อมกันเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ฟีฟ่าเริ่มใช้การจัดอันดับโลกเมื่อปี 1994

4 ทีมดังกล่าวได้แก่ สเปน (อันดับ 1 ของโลก), อาร์เจนตินา (อันดับ 2), ฝรั่งเศส (อันดับ 3), อังกฤษ (อันดับ 4)

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจาก “การปรับรูปแบบการจับสลากของฟีฟ่า” สำหรับฟุตบอลโลกปี 2026 ซึ่งมีการขยายจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม

ภายใต้ระบบใหม่ ฟีฟ่าแยกทั้ง 4 ทีมที่มีอันดับโลกสูงสุดให้อยู่ใน “คนละสายของการแข่งขัน” เพื่อไม่ให้พบกันก่อนรอบรองชนะเลิศ หากแต่ละทีมสามารถคว้าแชมป์กลุ่มของตนได้ ก็จะทำให้มาเจอกันในรอบรองฯ ซึ่งสุดท้ายทั้ง 4 ทีมต่างก็ทำได้สำเร็จ

และด้วยผลจากการจัดสายดังกล่าวทำให้ สเปน ไม่มีโอกาสพบ อาร์เจนตินา ก่อนรอบชิงชนะเลิศ ขณะที่ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ถูกวางไว้คนละฝั่งของสายการแข่งขัน และจะพบกับสเปนหรืออาร์เจนตินาได้ก็ต่อเมื่อผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ

ฟีฟ่าอธิบายว่า การปรับรูปแบบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความสมดุลของการแข่งขัน” (competitive balance) ด้วยการแบ่งเส้นทางสู่รอบรองชนะเลิศออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน

ผลการแข่งขันในเวลานี้จึงออกมาตรงตามที่ฟีฟ่าวางโครงสร้างไว้ โดยรอบรองชนะเลิศ ฝรั่งเศส จะพบกับ สเปน ในวันอังคารนี้ (14 ก.ค.) และ อังกฤษ จะเจอกับ อาร์เจนตินา ในวันพุธนี้ (15 ก.ค.)

เหตุใดฟีฟ่าจึงต้องเปลี่ยนระบบจับสลาก?

ก่อนหน้านี้ ฟุตบอลโลกที่มี 32 ทีม ใช้ระบบที่แชมป์กลุ่มจะไม่พบกันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายอยู่แล้ว ทำให้โอกาสที่ทีมเต็งจะเจอกันเร็วมีไม่มาก แต่เมื่อฟุตบอลโลก 2026 ขยายเป็น 48 ทีม และเพิ่มรอบน็อกเอาต์อีกหนึ่งรอบ ความเป็นไปได้ที่แชมป์กลุ่มจะต้องพบกันตั้งแต่ช่วงต้นของรอบน็อกเอาต์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น ในรอบ 32 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีถึง 3 คู่ที่เป็นการพบกันของแชมป์กลุ่ม ได้แก่

  • สหรัฐอเมริกา พบ เบลเยียม

  • อังกฤษ พบ เม็กซิโก

  • สวิตเซอร์แลนด์ พบ โคลอมเบีย

ฟีฟ่าจึงเห็นว่าจำเป็นต้องปรับระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ “คู่บิ๊กแมตช์” ต้องตกรอบเร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้การแข่งขันสูญเสียทีมระดับแถวหน้าของโลกตั้งแต่รอบต้นๆ

ฟีฟ่าปรับกติกาอย่างโปร่งใส

บทวิเคราะห์ของ BBC ระบุว่า ฟีฟ่าไม่ได้ปกปิดแนวคิดดังกล่าวแต่อย่างใด โดยประกาศอย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนการแข่งขันแล้วว่า ต้องการให้ 4 ชาติอันดับโลกสูงสุดต้องไม่พบกันก่อนรอบรองชนะเลิศ เพื่อรักษาความเข้มข้นของการแข่งขันและเพิ่มโอกาสให้แฟนบอลได้ชมเกมระดับ “บิ๊กแมตช์” ในช่วงท้ายของทัวร์นาเมนต์

ซึ่งแนวคิดลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด และไม่ได้มีแค่กับฟุตบอลโลกเท่านั้น เพราะในการแข่งขันยูฟ่า แชมป์เปียนส์ ลีก รูปแบบใหม่ และแม้แต่เทนนิส วิมเบิลดัน ต่างก็ใช้หลักการแยกทีมเต็งออกจากกัน เพื่อไม่ให้โคจรมาพบกันเร็วเกินไป

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

แม้ฟีฟ่าจะเริ่มใช้การจัดอันดับโลกมาตั้งแต่ปี 1994 แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีฟุตบอลโลกครั้งไหนที่ทีมอันดับ 1-4 ของโลกจะผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศพร้อมกันแบบในปีนี้

หลายครั้งที่ทีมเต็งกลับตกรอบตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม เช่น

  • เบลเยียม (2022)

  • เยอรมนี (2018)

  • สเปน (2014)

  • อิตาลี (2010)

  • ฝรั่งเศส (2002)

แต่ฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นครั้งแรกที่ระบบการจัดสายประกอบกับผลงานของทั้ง 4 ชาติ ทำให้ทีมอันดับ 1-4 ของโลกสามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้พร้อมกันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่ฟีฟ่าวางไว้ตามเป้าหมายตั้งแต่ต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...