โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ราคาน้ำมันร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน หลัง ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ เจรจาสงบศึก ทิสโก้คาดราคาน้ำมันร่วงชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90-100 ดอลลาร์ จับตา! Stagflation ครึ่งปีหลัง

THE STANDARD

อัพเดต 15 มิ.ย. เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. เวลา 11.32 น. • thestandard.co
ราคาน้ำมันร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน หลัง ‘สหรัฐฯ – อิหร่าน’ เจรจาสงบศึก ทิสโก้คาดราคาน้ำมันร่วงชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90-100 ดอลลาร์ จับตา! Stagflation ครึ่งปีหลัง

ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ทิสโก้มองว่า ราคาน้ำมันจะย่อตัวแค่ชั่วคราว ก่อนวิ่งกลับสู่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์ ในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมกับความเสี่ยง Stagflation ที่เพิ่มสูงขึ้น

วันนี้ (15 มิถุนายน) ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงแตะ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่เคยพุ่งขึ้นไปแตะ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงแรกหลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุด ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม ซึ่ง ณ เวลานั้นราคาน้ำมันอยู่ที่ราว 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

น้ำมันย่อชั่วคราว ก่อนกลับสู่ 90 – 100 ดอลลาร์

คมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันจะย่อตัวแค่ชั่วคราว ก่อนวิ่งกลับสู่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์ ในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลงไปมาก และอุปทานที่ยังเพิ่มขึ้นไม่ทัน แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือขนส่งสัญจรได้อีกครั้ง

“แม้จะมีการเจรจาสงบศึกแล้ว แต่ยังมีหลายคำถามที่สำคัญคือ อุปทานน้ำมันจะกลับออกมาได้เมื่อไร เรือขนส่งต้องใช้เวลาเดินทางกลับเข้าไปรับน้ำมัน ทำให้เกิดคำถามว่าในช่วง 2-3 เดือนถัดจากนี้สต็อกน้ำมันจะเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งสถานการณ์ถัดจากนี้จะมีความขัดแย้งเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ดังนั้นการที่น้ำมันลงมาที่ 80 ดอลลาร์ จึงถือว่าต่ำเกินไป”

คมศร ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตสต็อกน้ำมันว่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ต้องดึงสต็อกน้ำมันเก่าออกมาใช้ถึง 15 ล้านบาร์เรลต่อสัปดาห์ ปัจจุบันสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ อยู่ที่ 420 ล้านบาร์เรล หากยังลดลงในอัตรานี้ จะเข้าใกล้จุดวิกฤตที่ต่ำกว่า 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคาพุ่งกลับไปแตะ 90-100 ดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

3 ปัจจัยเสี่ยง ลากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ‘Stagflation’

ในฝั่งของตลาดหุ้นโลก คมศร ระบุว่า ตลาดหุ้นรอบนี้ใช้เวลาฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดช่วงต้นสงครามเพียง 16 วัน ถือเป็นการฟื้นตัวที่เร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส AI ที่ทำให้กำไรของ S&P 500 ขยายตัวถึง 27% สูงสุดนับแต่ปี 2021

อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังตลาดจะต้องเผชิญกับ 2 แรงที่ดึงและดันกันอยู่ ระหว่างแรงบวกจาก AI และความเสี่ยงเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง) จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • Oil Shock ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง กัดกร่อนกำลังซื้อของผู้บริโภค
  • Trade War สงครามการค้าที่จะกลับมาปะทุในเดือนกรกฎาคม จากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมงัดกฎหมายมาตรา 301 มาใช้ขึ้นภาษีประเทศที่ใช้แรงงานบังคับโดยไม่ชอบ
  • การลงทุน AI และป้องกันประเทศ การทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยี AI และการป้องกันประเทศ ผลักดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ บอนด์ยีลด์ทั่วโลกที่พุ่งขึ้น 0.50% – 0.70% สวนทางกับตลาดหุ้นโลกที่ทำจุดสูงสุดใหม่ ถือเป็นความผิดปกติ เพราะโดยหลักการแล้ว เมื่อบอนด์ยีลด์สูงขึ้น หุ้นควรจะเทรดที่ P/E ต่ำลง แต่ปัจจุบันหุ้นกลับเทรดที่ P/E แพงมาก ส่งผลให้ Earning Yield Gap ของสหรัฐฯ ลงมาติดลบ (ผลตอบแทนคาดหวังจากหุ้นต่ำกว่าพันธบัตร) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการปรับฐานของหุ้นบิ๊กเทค

“ช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ากลุ่มที่จะกำไรยังโตได้ดีคือเทคโนโลยีและวัสดุพื้นฐาน แต่หุ้นบิ๊กเทคอาจเริ่มมีปัญหาเรื่อง Cash Flow เพราะต้องนำเงินกลับไปลงทุนสูงมาก” คมศรกล่าว

ทั้งนี้ กระแสเงินสดของกลุ่มบิ๊กเทคทยอยลดลงจากช่วงพีกที่ 3 แสนล้านดอลลาร์ ลงมาเหลือไม่ถึงครึ่งที่ราว 1 แสนล้านดอลลาร์

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน TISCO แนะนำ ได้แก่

1.กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย การถือครองหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล ช่วยรองรับความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

2.เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์กำไรของทั้งสองหมวดยังคงเป็นบวก และ Materials ยังมีส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น จากความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวมลดลง

3.ลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นเทคโนโลยีที่กระแสเงินสดต่ำระยะยาว โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำไรพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตไกล ๆ ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขัน AI ที่เข้มข้นยังกดดันให้ Hyperscalers ต้องเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงที่สุดในรอบทศวรรษ กัดกร่อนกระแสเงินสดอิสระ ทำให้ความน่าดึงดูดของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังสูง

“Stagflation ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการหยุดลงทุน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยบทเรียนจากปี 2564-2565 ชี้ชัดว่า นักลงทุนที่ปรับตัวได้จะสามารถผ่านความผันผวนไปได้ ขณะที่ผู้ที่ยึดติดกับพอร์ตเดิมอาจเผชิญผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง” คมศรกล่าว

หุ้นไทยกลับมา ‘เนื้อหอม’ พ้นยุคหลุมหลบภัย

ด้าน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไปได้ดี โดย IMF คาดปีนี้เติบโต 3.1% ปีหน้า 3.2% ถือว่าชะลอตัวไม่มากนัก จากปีก่อนที่เติบโต 3.4% โดยเงินเฟ้อที่ระดับ 3-4% ไม่ได้น่ากังวลนัก ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ในปีนี้ และ 1.7% ในปีหน้า

ความน่าสนใจคือ ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ 3 ปีหลังสุด ทำผลงานได้แย่กว่าตลาดโลกมาตลอด แต่ปีนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาบวกได้ถึง 26% ทิ้งห่างหุ้นโลกที่โตเพียง 9%

หลายคนตั้งคำถามว่า ดัชนี SET ที่ระดับ 1,600 จุด แพงไปหรือยัง?

ไพบูลย์ อธิบายว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าดัชนีถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นแรง หากถอด DELTA ออกไป SET Index จะอยู่ที่ระดับ 1,449 จุด และจะมีค่า P/E ลดลงจาก 16 เท่า เหลือเพียง 12 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 14-15 เท่า

“วันนี้หุ้นไทยกำลังเนื้อหอม เพราะใช้เศรษฐกิจมานำ มาตรวัดต่างๆ ชี้ว่าหุ้นไทยไม่ได้แพง กำไรบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านบาท ในปี 2025 หลังจากที่หดตัวมา 3 ปีติดต่อกัน นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาล ทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และกองทุนลดหย่อนภาษีรูปแบบใหม่อย่าง TISA ที่คาดว่าจะออกได้ในปีนี้ จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้หุ้นไทยไปต่อได้ในครึ่งปีหลัง” ไพบูลย์กล่าว

จบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แต่เทรนด์ขาขึ้นยังมาไม่ถึง หนุนทองคำฟื้นตัว

ทิสโก้ประเมินว่า เทรนด์ดอกเบี้ยขาลงน่าจะจบแล้ว และเข้าสู่ Policy Rate Divergence โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.X อาจจะคงดอกเบี้ยยาวตลอดทั้งปีนี้ไปจนถึงปีหน้า ขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วที่ 4.2% แต่เชื่อว่าจะไม่กลับไปสู่ระดับ 2% ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะไม่ลดลงไปต่ำกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ การที่เฟดมีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ (Wait and See) และไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ทำให้มองว่าราคาทองคำน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ภาพ: FOTOGRIN / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...