โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กระแสปักปากกา เทรนด์สุขภาพหรือความเสี่ยงใหม่? ปรากฎการณ์ที่ถูกจับตาทั้งโลก

TODAY

อัพเดต 05 มิ.ย. เวลา 05.16 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. เวลา 05.15 น. • TODAY

คอนเทนต์คำพูดว่า “ปักตะกร้า” ที่ไม่ใช่ตะกร้าขายของขึ้นเต็มฟีดโซเชียล แต่จริงๆ เป็นเรื่องราวของการใช้ยากลุ่ม GLP-1 หรือกลุ่มยาฉีดควบคุมน้ำหนัก ซึ่งไม่ใช่สินค้าแฟชั่นหรืออาหารเสริม แต่เป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ซึ่งยาที่มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ปากกา” นั้นแท้จริงแล้วคือ ปลอกบรรจุยาฉีดใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Injection) ที่ถูกออกแบบมาใช้กับผู้ที่มีภาวะอ้วน โดยมีค่า BMI เกินควบคุม หรือผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือคนที่มีโรคประจำตัวที่เกิดจากน้ำหนักตัว

กระแสของเรื่องนี้มีทั้งคนดัง ดารา อินฟลูในโซเชียล และผู้คนทั่วไปออกมาพูดเรื่องนี้ทั้งแง่บวกแง่ลบ ผลกระทบ ผลข้างเคียงต่างๆ รวมถึงแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยง

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์เล็กๆ แต่มันกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจโลกด้วย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น TODAY Bizview ชวนดูว่า ทำไมยากลุ่ม GLP-1 ถึงกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ทั้งวงการแพทย์และโลกธุรกิจกำลังจับตา

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ยาที่คนเรียกกันติดปากว่า “ปากกาลดน้ำหนัก” ส่วนใหญ่เป็นยากลุ่ม GLP-1 และที่น่าตกใจคือ ตอนนี้มันดูเหมือนจะถูกใช้อย่างแพร่หลายแม้กระทั่งคนที่น่าจะไม่อยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยงโรคอ้วน จนเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามถึงการเข้าถึงและใช้กันอย่างง่ายดาย

ยากลุ่มนี้ทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมความหิว ทำให้อิ่มเร็วขึ้น กินน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ชีวิตจริงของผู้ใช้ยาหลายคนต้องเผชิญกับผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือรู้สึกไม่อยากอาหารจนการกินในแต่ละมื้อกลายเป็นเรื่องยาก

บางคนถึงขั้นเลิกอาหารที่เคยชอบ ไม่ใช่เพราะมีวินัยมากขึ้น แต่เพราะร่างกายไม่ต้องการอาหารเหล่านั้นอีกต่อไป และเมื่อหยุดใช้ยา หลายคนก็พบว่าน้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หากไม่ได้ปรับพฤติกรรมควบคู่กันไป

ยากลุ่มนี้จึงมาพร้อมต้นทุนทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อร่างกาย

จากประเด็นเชิงสุขภาพ มาดูประเด็นในโลกฝั่งธุรกิจที่ตั้งคำถามว่าเมื่อมีเทรนด์ของผู้คนใช้ยากลุ่มนี้มากขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้พฤติกรรมการกินเปลี่ยน ผู้คนรูปร่างเปลี่ยน ธุรกิจจำนวนมากก็ต้องปรับตัวตาม แม้จะดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ตาม

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจแฟชั่นเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในความต้องการสินค้า กลุ่มเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ในบางตลาดชะลอตัวลง ทำให้หลายแบรนด์ต้องกลับมาทบทวนการวางแผนสต็อกและการออกแบบสินค้าใหม่

ฝั่งอุตสาหกรรมอาหาร บริษัทใหญ่อย่าง Nestlé และ Conagra ต่างเร่งพัฒนาสินค้าโปรตีนสูง แคลอรีต่ำ เพื่อรองรับผู้บริโภคที่กินน้อยลง แต่ยังต้องการสารอาหารครบถ้วน

ขณะที่สินค้าอาหารโปรตีนสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้านแบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายและธุรกิจเวลเนสต่างก็ปรับกลยุทธ์รับเทรนด์สุขภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ธุรกิจฟิตเนสและเวลเนสไม่ได้รับผลกระทบในทางลบอย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบจากการเน้น “เผาผลาญแคลอรี” ไปสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ทั้งการสร้างกล้ามเนื้อ สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตระยะยาว

แม้แต่ธุรกิจด้านสุขภาพจิตก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้ เพราะเมื่อรูปร่างและพฤติกรรมการกินเปลี่ยน ความต้องการคำปรึกษาเรื่องภาพลักษณ์ร่างกาย (Body Image) และความสัมพันธ์กับอาหารก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

[ สงครามราคาที่กำลังเปิดทางให้คนเข้าถึงยายากขึ้น? ]

ความนิยมของยา GLP-1 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ทำให้มีการปรับเพิ่มราคายาในเชิงการรักษาแล้ว ทำให้หลายคนที่จำเป็นต้องใช้ยาไม่สามารถเข้าถึงได้ สถานการณ์ตอนนี้ในอเมริกาคือการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างบริษัทยารายใหญ่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันเรื่องราคาที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหลายประเทศเริ่มมองว่ายากลุ่มนี้อาจช่วยลดภาระโรคอ้วนและโรคเรื้อรังในระยะยาวได้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรามาดูเคสของฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศแรกในยุโรปที่ประกาศให้ระบบประกันสุขภาพของรัฐครอบคลุมค่ายากลุ่ม GLP-1 โดยเริ่มมีผลในเดือนมิถุนายน 2026 ผู้ป่วยทั่วไปจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย 65% ขณะที่ผู้ที่มีโรคร่วม เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง จะได้รับความคุ้มครองเต็ม 100%

นโยบายนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยอีกหลายล้านคนเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ต้องจ่ายเองเดือนละหลายร้อยยูโร

ส่วนในประเทศไทย กระแส GLP-1 ก็เติบโตอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน คลินิกจำนวนมากเริ่มนำเสนอราคาการลดน้ำหนักด้วยยากลุ่มนี้ ในราคาหลักพัน หรือเป็นคอร์ส

[ อีกด้านที่ห้ามมองข้าม ]

ท่ามกลางตัวเลขการเติบโตและโอกาสทางธุรกิจที่น่าตื่นเต้น ยังมีอีกด้านที่ไม่ควรถูกมองข้าม ผลข้างเคียงที่มีการบันทึกไว้ครอบคลุมตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียเรื้อรัง ไปจนถึงการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เพราะน้ำหนักที่ลดลงไม่ได้มาจากไขมันเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะตับอ่อนอักเสบ และคำถามเรื่องผลกระทบระยะยาวที่ยังต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม

ที่สำคัญ เมื่อหยุดยา น้ำหนักมักมีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้น หากไม่ได้ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตควบคู่กันไป ดังนั้น ยากลุ่ม GLP-1 อาจไม่ใช่ทางลัดสู่หุ่นดีอย่างที่หลายคนเข้าใจ

แต่มันคือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ควรถูกใช้อย่างเหมาะสม ภายใต้การดูแลของแพทย์ และด้วยความเข้าใจว่ากำลังนำอะไรเข้าสู่ร่างกาย

เพราะสุดท้ายแล้ว การปักปากกาที่หลายคนกำลังพูดถึงในวันนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแค่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โมเดลธุรกิจ และทิศทางเศรษฐกิจของโลกไปพร้อมกัน

ที่มา

  • https://www.ft.com/content/627a884c-8757-42f9-9004-688f6a2c507a?syn-25a6b1a6=1
    [* https://www.ft.com/content/50d48d20\-264d\-4593\-bfac\-8f5e0b3e1bf9?syn\-25a6b1a6=1 , * https://www.bloomberg.com/news/articles/2026\-05\-28/cvs\-returns\-zepbound\-to\-drug\-plans\-after\-lilly\-slashes\-price , * https://www.euronews.com/health/2026/05/28/france\-to\-become\-the\-first\-country\-in\-europe\-to\-reimburse\-weight\-loss\-drugs ]
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...