โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับสัญญาณส่งออกยังโต ลุยหาตลาดใหม่รับมือปัจจัยเสี่ยง

The Better

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
‘ศุภจี’มองส่งออกไตรมาสแรกฉลุย ทุเรียนไซส์เล็กโกยเงินเฉียด 1.5 แสนล้านบาท ด้านการค้าโลกยังวางใจไม่ได้ เร่งกระจายความเสี่ยงหาตลาดใหม่ทดแทนตะวันออกกลาง อุ้มค่าครองชีพผ่าน"ไทยช่วยไทย พลัส”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดโครงการคนข่าวขายของ “ตลาดนัดนักข่าว ครั้งที่ 8” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวได้ดีและถือเป็นสถิติที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตรที่กลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น

ทั้งนี้สินค้าเกษตรมีการส่งออกขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างรายได้จากการส่งออกเกือบ 150,000 ล้านบาท โดยในช่วงต้นปี กระทรวงพาณิชย์มีความกังวลว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นทุเรียนขนาดเล็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาและการระบายผลผลิต

ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้า การประชาสัมพันธ์ทุเรียนไซซ์เล็ก การสนับสนุนการส่งออก รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดน โดยเฉพาะด่านที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกทุเรียนไทยไปยังตลาดต่างประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน เป็นไปในทิศทางที่ดี สะท้อนจากการส่งออกผลไม้ไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และช่วยรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางศุภจี กล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลก แม้จะมีพัฒนาการเชิงบวกจากการเจรจาและข้อตกลงระหว่างประเทศในบางพื้นที่ของโลก แต่รัฐบาลยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีช่วงเวลาการดำเนินการตามเงื่อนไขของข้อตกลงต่าง ๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกของไทยได้ในอนาคต

ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงยังคงเดินหน้านโยบายกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยเร่งเปิดตลาดใหม่และขยายตลาดส่งออกเพิ่มเติม เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทยไปยังบางประเทศ โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งไม่สามารถดำเนินการขนส่งได้ตามปกติ ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านประเทศอื่น ส่งผลให้ปริมาณการค้าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม ทั้งในทวีปแอฟริกา ลาตินอเมริกา และตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อรักษาเป้าหมายการส่งออกตลอดทั้งปี

การเร่งขยายตลาดส่งออกเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) และพิธีสารทางการค้าต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้นำความตกลงและพิธีสารด้านการค้าจำนวน 5 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย 2 FTA คือ FTA ไทย-เอฟตา FTA ไทย-ภูฏาน และ 3 พิธีสาร ประกอบด้วย พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง

“ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นในเศรษฐกิจโลก ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ภาคการส่งออกยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการค้าอย่างเต็มที่” นางศุภจี กล่าว

ด้านสถานการณ์ราคาพลังงาน แม้จะเริ่มเห็นแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าผลดีดังกล่าวจะสะท้อนมายังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากสินค้าจำนวนหนึ่งยังคงมีต้นทุนจากช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ขณะที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และต่อยอดสู่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในเดือนมิถุนายน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการที่ไม่เพียงช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชน แต่ยังช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยควบคู่กันไป

“แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าใช้ทุกกลไกในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การผลักดัน FTA การดูแลค่าครองชีพ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การส่งออกและเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นางศุภจี กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...