โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับตา “จีน” เริ่มดึงน้ำมันคลังสำรองเฉลี่ย 1 ล้านบาร์เรล/วัน รับมือสงครามอิหร่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

จับตา "จีน" เริ่มดึงน้ำมันคลังสำรองเฉลี่ย 1 ล้านบาร์เรล/วัน พร้อมลดกำลังการกลั่นและจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิง รับมือสงครามอิหร่าน

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 11.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนเริ่มนำน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงพาณิชย์ออกมาใช้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะอุปทานตึงตัวที่เกิดจากสงครามอิหร่าน แม้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกยังคงใช้มาตรการลดกำลังการกลั่นและจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงควบคู่กันไป เพื่อรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้น

บริษัทวิเคราะห์ตลาดพลังงาน Vortexa, Kpler และ Energy Aspects ประเมินว่า จีนจะทยอยระบายน้ำมันจากคลังสำรองเฉลี่ยราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของปริมาณน้ำมันที่จีนสูญเสียจากการนำเข้า หลังสงครามทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก แทบปิดตัวลงทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับสต็อกน้ำมันรวมของจีนที่มีอยู่ราว 1.2 พันล้านบาร์เรล ทั้งในคลังสำรองเชิงพาณิชย์และคลังสำรองยุทธศาสตร์ของรัฐบาล

แม้วิกฤตครั้งนี้จะถูก สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า เป็นแรงกระแทกต่อตลาดน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ราคาน้ำมันโลกกลับปรับตัวขึ้นไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนไม่ได้เร่งเข้าซื้อน้ำมันในตลาดโลกเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไป โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นไม่ถึง 30% นับตั้งแต่เกิดสงคราม

ตลอดปีที่ผ่านมา จีนได้สะสมน้ำมันเข้าคลังในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะเริ่มระบายสต็อกออกมาในเดือนพฤษภาคม โดย Energy Aspects เปิดเผยว่า จีนดึงน้ำมันออกจากคลังเกือบ 25 ล้านบาร์เรลในช่วงหนึ่งเดือนจนถึงวันที่ 7 มิถุนายน

นอกจากการใช้สต็อกสำรองแล้ว การชะลอตัวของความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการลดแรงกดดันด้านอุปทาน โดยโรงกลั่นน้ำมันของรัฐลดกำลังการผลิตลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รัฐบาลจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงภายใต้มาตรการช่วงสงคราม เพื่อรักษาปริมาณสำรองสำหรับใช้ในประเทศ

เอ็มมา หลี่ นักวิเคราะห์ตลาดจีนของ Vortexa กล่าวว่า ระบบขนส่งของจีนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อเทียบกับวิกฤตราคาน้ำมันในอดีต โดยการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสนี้

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่าการลดลงของความต้องการใช้น้ำมันอาจเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากวิกฤต ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างถาวร

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า จีนเคยเร่งสะสมน้ำมันเข้าสู่คลังสำรองยุทธศาสตร์ แต่ขณะนี้ได้หยุดการสะสมและเริ่มปล่อยน้ำมันออกมาใช้ พร้อมกับลดกำลังการกลั่นลง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวรของอุปสงค์

ทั้งนี้ ขนาดที่แท้จริงของคลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์จีนยังคงเป็นความลับ เนื่องจากรัฐบาลไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ ทำให้นักวิเคราะห์ต้องอาศัยภาพถ่ายดาวเทียมและการประเมินจากหน่วยงานภายนอกในการติดตามสถานการณ์

แม้จีนจะยังคงเติมน้ำมันเข้าสู่คลังสำรองยุทธศาสตร์บางส่วนในช่วงสงคราม แต่โรงกลั่นน้ำมันกลับหันมาใช้น้ำมันจากคลังเชิงพาณิชย์มากขึ้นแทนการนำเข้าใหม่ ตามข้อมูลของ Kpler

ซูมิต ริโทเลีย นักวิเคราะห์ของ Kpler ระบุว่า ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่จีนจะนำสต็อกน้ำมันยุทธศาสตร์ออกมาใช้ได้ทั้งหมด เนื่องจากคลังเก็บใต้ดินจำนวนมากของจีนมีความโปร่งใสน้อยและติดตามได้ยาก

ด้าน Energy Aspects คาดว่า โรงกลั่นน้ำมันของจีนจะกลับเข้ามาซื้อน้ำมันในตลาดโลกอีกครั้ง เมื่อมีการใช้สต็อกสำรองในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่การกลับมาซื้อจำนวนมากจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติของรัฐบาลปักกิ่ง และการประเมินสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นสำคัญ

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...