โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลสั่งคุก "ทนายตั้ม" 5 ปี 12 เดือน ศาลชี้ฉ้อโกงเงิน "เจ๊อ้อย" สั่งชดใช้ 72.5 ล้าน

คมชัดลึกออนไลน์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

11 มิ.ย. 2569 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกง หมายเลขดำอทย. 109/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศหรือ เจ๊อ้อย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้มที่1 นางปณิตา เบี้ยบังเกิด ภรรยาที่ 2 นายนุวัฒน์ ยงยุทธ หรือนุ คนสนิททนายตั้มที่ 3 น.ส.สาริณี นุชนารถ หรือสา แฟนสาวนายนุ ที่ 4 น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ พี่สาวภรรยาทนายตั้มที่ 5 น.ส.แก้วสวรรค์ สุขผล พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่ 6 และ น.ส.มนันพัทธ์ รามธีรพัฒน์ – พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่ 7 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงินฯ

วันนี้เจ้าหน้าที่ได้เบิกตัวทนายตั้ม และภรรยาทนายตั้มมาจากเรือนจำเพื่อฟังคำพิพากษา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิด กรณีที่หลอกลวงเงินจากมาดามอ้อยว่าจะมาทำแพลตฟอร์มส์จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ และกรณีเป็นตัวกลางติดต่อซื้อรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ รุ่น G class มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เป็นความผิดฐานฉ้อโกง จำคุก 4 ปี 6 เดือน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 1 ปี 6 เดือน

รวมโทษจำคุกนายษิทรา จำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี 12 เดือน และชดใช้ค่าเสียหาย 72 .5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายตั้มได้แถลงต่อศาลว่า ขอให้นำคดีของตนนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างทนายตั้มเดินออกมาจากห้องพิจารณาได้หยุดพูดคุยกับญาติและผู้สื่อข่าว มีสีหน้าเคร่งเครียด มีน้ำตาคลอ โดยกล่าวว่า

รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะตนเองมั่นใจในคดีเงินก้อน 71 ล้านบาท ว่าไม่ได้กระทำผิด ซึ่งมีหลักฐานทางแชตที่พูดคุยกับฝั่งโจทก์อย่างละเอียด แต่ไม่มีการนำขึ้นมาพิจารณาในคดี

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลมีคำพิพากษา
ว่า ศาลเห็นเป็นประเด็นสำคัญคือคดี 71 ล้าน กรณีลอตเตอรี่ออนไลน์ ซึ่งศาลวินิจฉัยอย่างละเอียด ว่าโจทก์ไม่ได้ให้โดยเสน่หาไม่ใช่เรื่องจริง

  • ประเด็นลอตเตอรี่ออนไลน์

ศาลพิเคราะห์ลงรายละเอียด เช่น แชทไลน์ ว่ามีการส่งไปหาใครบ้าง และเงินจำนวน 71 ล้านบาท ไม่ได้ถูกโอนไปทำลอตเตอรี่ออนไลน์แต่กลับโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลย ซึ่งก็พิสูจน์ว่า โจทก์ถูกฉ้อโกง ศาลจึงลงโทษในประเด็นนี้ จำคุก ทนายตั้ม 4 ปี 6 เดือน

  • ประเด็นเงิน 39 ล้าน กรณีนักแสดงชาวจีน

ศาลมองว่าผู้กระทำความผิดคือ นุ และ สา ซึ่งศาลได้แยกคดีและมีการรับสารภาพและพิพากษาไปแล้ว ส่วนทนายตั้มศาลมองว่าไม่ได้ร่วมในขบวนการดังกล่าวแค่รับผลประโยชน์ จึงไม่ได้สั่งลงโทษในประเด็นนี้

  • ประเด็นเรื่องการซื้อรถ ที่มีการออกใบเสร็จปลอมและนําเอกสารเท็จไปบวกค่าส่วนเกินเป็นเงินสด

ศาลพิเคราะห์บอกว่าเป็นการหลอกลวงจำโทษ 1 ปี 6 เดือน

  • ประเด็นการก่อสร้างออกแบบ โรงแรมมูลค่า 9 ล้าน

ศาลมองว่า ทนายตั้มอยู่ในฐานะผู้รับออกแบบการหักหัวคิวจึงไม่ใช่การฉ้อโกงจึงไม่ลงโทษในประเด็นนี้

นายปานเทพ กล่าวเพิ่มว่า การพิพากษาวันนี้เราพอใจในระดับหนึ่งและน้อมรับในคำพิพากษา อย่างน้อยก็ทำให้หลายคนเห็นการทำงานของบ้านพระอาทิตย์ว่ามี ทีมงาน ในการทำงานรวมถึงตำรวจที่ช่วยเหลือ ทำให้ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า ส่วนประเด็นข้อหาฉ้อโกงที่เป็นปกติธุระ ศาลพิจารณาจากสํานักงานทนายความที่มีการรับงานต่างๆ ให้เห็นว่าเป็นการช่วยเหลือไม่เฉพาะ พี่อ้อยคนเดียว แม้จะมีความผิดใน 2 กรรม แต่ไม่เข้าข่ายในฐานะฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน

นอกจากนี้ทีมทนายจะยื่นอุทธรณ์ต่อในประเด็นฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ส่วนภรรยาและพี่สาวภรรยาของทนายตั้มศาลยกฟ้อง

นายปานเทพ กล่าวถึงประเด็นที่ทนายตั้มเคยพูดท้าทายกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าจะดื่มปัสสาวะหากไม่มีการติดคุกหรือโดนลงโทษจำนวน 71 แก้ว แต่บัดนี้ค่าเสียหายมี 72 ล้าน ไม่รู้ว่าจะต้องเพิ่มหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่รู้ว่านายสนธิ จะดำเนินการอย่างไรเพราะตอนนั้นก็ไม่มีการรับปากอะไร

ด้าน ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง กล่าวว่า ที่ทนายตั้มสู้ว่าเงินกว่า 70 ล้านบาทเป็นการให้โดยเสน่หา เป็นแชตไลน์ที่คุยระหว่างทนายตั้มกับเลขามาดามอ้อย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับมาดามอ้อย ข้อต่อสู้แชตไลน์ว่า มีการยกให้โดยเสน่หาฟังไม่ขึ้นเรื่องนี้ก็ไม่ปรากฏว่าเอาเงินไปเเล้ว มีการไปลงทุน ก็เลยโดนลงโทษข้อหาฉ้อโกงไป ความผิดต่อมา เรื่องเงินที่อ้างว่าว่าจ้าง "เฉินคุน" นักแสดงชื่อดังชาวจีนมาจัดงานในไทย 39 ล้านบาท ไม่มีพยานหลักฐานว่าทนายตั้มเข้าไปเกี่ยวข้องข้อหานี้เลยหลุด

ส่วนเรื่องรถเบนซ์ ศาลบอกว่าทนายตั้ม เป็นบุคคลที่ไว้วางใจไม่ควรที่จะไปโกหกมาดามอ้อย เกี่ยวกับเรื่องราคารถเบนซ์ เเละประเด็นเกี่ยวกับเรื่องใบเสนอราคาที่มีส่วนต่างเป็นล้าน 5 บาทอันนี้ศาลลงโทษเป็นอีกกรรม

เรื่องต่อไปคือใบเสร็จปลอม ศาลพิจารณาว่าใบเสร็จไม่ปลอม คนที่ทําใบเสร็จมาคือบริษัทรถยนต์ เป็นใบเสร็จจริง แต่ราคาไม่จริง จึงเป็นเอกสารเท็จไม่ใช่เอกสารปลอม แต่ว่าทนายตั้มพลาดตรงดันไปเอาเอกสารเท็จส่งไปทางไลน์ให้กับทางมาดามอ้อยเพื่อหลอกส่วนต่าง ก็เลยโดนลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯมาตรา 14 วงเล็บหนึ่ง ส่วนข้อหาเกี่ยวกับเรื่องจ้างออกแบบทำโรงเเรม ศาลวินิจฉัยว่าทนายตั้มเป็นผู้ประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของสํานักงาน ฉนั้นคนที่รับจ้างทําการออกแบบโรงแรม คือทนายตั้ม ส่วนบริษัทที่รับออกเเบบเหมือนทําตามคําสั่งทนายตั้ม ยังไม่ใช่เรื่องฉ้อโกง เป็นเรื่องสมประโยชน์ ก็หลุดข้อหานี้

ทนายเดชา ตนอยากจะฝากไปยังตำรวจสอบสวนกลางในการแจ้งข้อหา บางครั้งอาจจะเกินจริงหรือไม่ เพราะปกติธุระหรือกระทําผิดเป็นสันดาน วันนี้ศาลระบุว่า พฤติกรรมของทนายตั้มไม่ใช่ลักษณะกระทําผิดเป็นสันดาน ฝากกองปราบ "เวลาจะเเจ้งข้อหาผู้เสียหายมีเพียงคนเดียว ทําผิด 2 ครั้งขึ้นไปไม่สามารถจะไปแจ้งความหรือแจ้งข้อหาในข้อหาที่เรียกว่าเป็นปกติธุระ ศาลบอกเลยทนายตั้มไม่มีพฤติกรรมในการฉ้อโกงบุคคลอื่น เป็นแค่เฉพาะคู่ความรายเดียวเเม้ทำ 2-3 ครั้งก็ไม่ใช่ปกติธุระ ก็ฝากเรื่องในการแจ้งข้อหา อย่าให้มันรุนแรงเกินไป"

ซึ่งพอไม่ใช่ ปกติธุระมันก็ไม่ใช่ความผิดมูลฐาน พอไม่ใช่ความผิดมูลฐานก็ไม่ใช่ฟอกเงิน วันนี้ศาลพิพากษาจําคุกทนายตั้ม 2 กระทง คือ เรื่องทำแอพลอตเตอรี่เเละเรื่องรถเบนซ์ เเละเรื่องปลอมเอกสารอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ มองว่า ความผิดตามที่ลงโทษเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อสักครู่ตนคุยกับพ่อของทนายตั้มว่าหากยกบ้านให้ทางมาดามอ้อยไปมันก็อาจจะจบได้ เท่าที่คุยกับทนายตั้มคุยกับน้องสาวทนายตั้ม เตรียมจะยื่นประกันตัว

คิดว่าศาลน่าจะให้เพราะโทษจำคุกไม่ได้สูง เเละติดคุกมา 1 ปี 8 เดือนแล้ว ซึ่งถือว่าเยอะเเล้ว ทนายตั้มก็อยากจะสู้ต่อ รอยื่นประกันตัว วันนี้ก็น่าจะไม่เกิน 16.30 น.ก็น่าจะรู้ว่าได้ประกันหรือไม่

ในส่วนจําเลยคนอื่นๆศาลยกฟ้องหมดเลย เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่าเขาร่วมกระทําความผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด ในขณะนั้นตามกฎหมายให้อำนาจอัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือมีอำนาจตั้งพนักงานสอบสวน จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ (รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวนในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน รับผิดชอบคดีนอกราชอาณาจักร จนทำสำนวนส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีพิเศษยื่นฟ้องต่อศาลจนศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยวันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...