“ซูเปอร์เอลนีโญ” การเต้นระบำของลมและทะเล ปัญหาซ้ำเติมโลก เพิ่มจากปุ๋ยขาดแคลน และราคาพลังงานสูงขึ้น
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
บทความของ The Guardian เรื่อง Are we heading for “super El Nino” and what could we expect? กล่าวว่า เป็นไปได้สูงมากที่ปรากฎการณ์เรียกว่า “เอลนีโญ” จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนปีนี้ และจะมีสภาพอากาศที่รุนแรง สิ่งที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” จะทำให้ในปีหน้า โลกเราจะมีอุณหภูมิสูงมากเป็นประวัติการณ์
นักอุตุนิยมวิทยาจึงจับตามองอย่างใกล้ชิด ต่อสภาพอากาศที่จะพัฒนาขึ้นมาในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อที่จะสามารถพยากรณ์ให้ชัดเจนมากขึ้น ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีต่อไป หากเกิดซูเปอร์เอลนีโญ สภาพอากาศที่ร้อนจัดของโลกในปี 2027 จะทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง บางภูมิภาคเผชิญภาวะฝนตกหนัก บางภูมิภาคมีสภาพแห้งแล้งจัด
เอลนีโญคือ “บุตรของพระเยซูคริสต์”
บทความชื่อ El Nino: The dance of the wind and the sea ของ International Science Teaching Foundation กล่าวว่า ชายฝั่งทะเลของเปรู ที่น้ำท่วมถึง มีซากพีระมิดโบราณที่หลงเหลืออยู่ นักโบราณคดีบอกว่า สร้างขึ้นเมื่อ 3 พันปีมาแล้ว แต่ในที่สุด พื้นที่ดังกล่าวก็ถูกทอดทิ้ง การตกต่ำของอารยธรรมในยุคนั้น เกิดจากเอลนีโญ ปรากฎการณ์ที่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก ที่ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผลกระทบด้านลบของเอลนีโญ ไม่ได้มีแค่เรื่องปริมาณฝนที่ตก แต่ยังมีเรื่องไฟป่า โรคระบาด และการขาดแคลนอาหาร
เป็นที่รู้กันในหมู่ชาวประมงในเปรูและเอกวาดอร์ว่า ในช่วงคริสต์มาส มักมีปัญหาการจับปลา เมื่อเวลาผ่านไปในช่วงปีๆหนึ่ง น้ำทะเลจะร้อนขึ้นกว่าปกติ และฝูงปลาจะหายไป เนื่องจากเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นช่วงใกล้ประสูติของพระเยซู ชาวประมงจึงเรียกเป็นภาษาสเปนว่า “เอลนีโญ” ที่แปลว่า”บุตรของพระเยซูคริสต์”
นักวิจัยที่ศึกษาปรากฎการณ์เอลนีโญนี้ มักเรียกว่า “การผันแปรของระบบอากาศซีกโลกใต้” (Southern Oscillation) ดังนั้น คำที่นิยมใช้เรียกกันคือ EN-SO (El Nino-Southern Oscillation) โดยเฉลี่ย ปรากฎการณ์เอลนีโยจะเกิดขึ้นในทุก 2-7 ปี เกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่น้ำทะเลที่ร้อนขึ้นตามชาบฝั่งอเมริกาใต้ แต่ยังเกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของระบบมหาสมุทร-บรรยากาศของโลก เพราะแม้แต่คาบสมุทรทางใต้ของยุโรป (Iberian Peninsula) ยังได้รับผลกระทบ
เมื่อทะเลและลมเต้นระบำร่วมกัน
เอลนีโญเริ่มต้นจากพื้นที่ห่างไกลกัน 2 จุด คือมหาสมุทรแปซิฟิกแถบชายฝั่งเปรูกับเอกวาดอร์ และพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิก แถบเส้นศูนย์สูตรที่อินโดนีเซีย ในภาวะปกติที่ไม่ใช่เอลนีโญ ลมการค้าจะสั่งสมปริมาณน้ำและความร้อนในแถบแปซิฟิกตะวันตก ทำให้ผิวน้ำทะเลในอินโดนีเซียสูงกว่าแถบเปรูครึ่งเมตร เวลาเดียวกัน แปซิฟิกตะวันออก คือแถบเปรู เกิดปรากฏการณ์ที่น้ำเยนไหลขึ้นมาที่ผิวทะเล น้ำที่อุ่นในเอเชียทำให้เกิดเมฆและฝน ส่วนชายฝั่งทางอเมริกาใต้เกิดความแห้งแล้ง
เอลนิโญมาทำให้เกิดการหยุดชะงักของ “สภาพปกติ” ดังกล่าว แรงกดอากาศทำให้ลมการค้าอ่อนตัวลง หรือหยุดการเคลื่อนไหว ทำให้เกิด “ระยะที่อุ่น” ที่บรรยากาศมีอุณหภูมิที่สูง เคลื่อนตัวจากตะวันตกไปตะวันออก โดยไปถึงชายฝั่งอเมริการในเวลา 6 เดือนต่อมา ในเวลาเดียวกัน อุณหภูมิชายฝั่งเอเชียเย็นลง การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนี้ ทำให้เมฆและฝนเคลื่อนย้ายไปทางอเมริกา กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า “การผันแปรระบบอากาศซีกโลกใต้” (Southern Oscillation) เพราะเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ
เอลนิโญ่ “ก็อกซิลล่า” กำลังก่อตัว
บทความของ New York Times เรื่อง A Powerful El Nino Is Forming กล่าวว่า เอลนีโญที่เกิดขึ้นขณะนี้ ยังอยู่ในขั้นการก่อตัว อาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ที่มีบางคนคาดว่าเป็นเอลนีโญ “ก็อตซิลล่า” แต่หากการพยากรณ์ถูกต้อง จะเป็นเอลนีโญที่ใหญ่โต ส่งผลกระทบไปทั่วโลก แม้ปัจจุบัน โลกจะแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ก็มีจุดอ่อนใหม่ที่เกิดขึ้นมา
เปรียบเทียบกับอดีต ปัจจุบัน ประเทศต่างๆติดตามเอลนีโญด้วยระบบเตือนภัยต่างๆ การเกษตรมีความก้าวหน้ามากขึ้น หลายประเทศที่มีจุดอ่อนเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ก็มีระบบสำรองอาหารทางยุทธศาสตร์ จึงไม่มีใครคาดหมายว่า จะเกิดการอดอยากครั้งใหญ่
แต่ผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่า เอลนีโญเพิ่มแรงกดดันต่อโลกเรา ที่กำลังประสบปัญหาอันตรายหลายอย่าง ที่เราควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว เช่น การขาดแคลนปุ๋ยเคมี เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกษตรกรต้องทำงานหนักมากขึ้น ราคาพลังงานสูงขึ้น เป็นผลจากสงครามยูเครนและอิหร่าน ทำให้ประเทศต่างๆสูญเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นด้านพลังงาน
Laurie Laybourn จากสถาบันวิจัยของอังกฤษ Strategic Climate Risks Initiative ให้สัมภาษณ์ว่า มีความเป็นไปได้ ที่จะเกิดปัจจัยนำไปสู่การผสมผสานของเหตุการณ์ ที่นำไปสู่ภาวะที่เลวร้าย (perfect storm) เช่น การเพิ่มขึ้นของความยากจน การขาดแคลนอาหาร ความขัดแย้ง หรือภาระหนี้สิน และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่จากปัจจัยเหล่านี้
บทเรียนจากประวัติศาสตร์
บทความของ New York Times กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนบางอย่าง จากเอลนีโญที่เกิดขึ้นในปี 1877 ทำให้ความแห้งแล้งกระจายไปทั่วโลก ตั้งแต่บราซิล แอฟริกา จนถึงจีน แต่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือตอนใต้ของอินเดีย ที่ชาวบ้านต้องกินรากไม้ หรือขายลูกหลานตัวเอง เพราะไม่สามารถดูแลได้ ความอดอยากที่เกิดขึ้น ทำให้มีคนอินเดียเสียชีวิตหลายสิบล้านคน นอกจากสาเหตุจากธรรมชาติแล้ว สาเหตุที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้นมา ก็มีส่วนสำคัญต่อความอดอยาก
ในเวลานั้น อินเดียอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ นักประวัติศาสตร์อังกฤษ Mike Davis เขียนไว้ในหนังสือ Late Victorian Holocausts ระบุว่า อังกฤษให้ความสำคัญแก่ผลประโยชน์ของเจ้าอาณานิคม โดยยังคงรักษาการส่งออกธัญพืชจำนวนมากจากอินเดียไปอังกฤษ ทั้งๆที่อินเดียเกิดความอดอยาก ผู้เขียนบอกว่า “เท่ากับว่า คนลอนดอนได้กินสิ่งที่เป็นขนมปังของคนอินเดีย”
แน่นอนว่า คนในอดีตมีข้อจำกัดในการรับมือกับปัญหาภัยแล้ว ประชาชนในอดีตยังไม่รู้ว่า ทำไมฝนไม่ตกตามฤดูกาล ในทศวรรษ 1960 ภาพที่ชัดเจนเริ่มปรากฏขึ้น เมื่อนักอุตุนิยมวิทยาของมหาวิทยาลัย UCLA ในรัฐคาลิฟอร์เนีย สามารถประติดประต่อผลกระทบแก่ทั่วโลก ที่มาจากปฏิกิริยาของมหาสมุทรกับบรรยากาศในแปซิฟิก
เมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้านี้ ชาวประมงในเปรูสังเกตได้ว่า บางครั้งฝูงปลาปรากฏขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดมาก่อน ตามชายฝั่งทะเลในช่วงคริสตมาส ที่คนท้องถี่นเรียกว่า “เอลนีโญ” นักอุตุนิยมวิทยาของ UCLA จึงสามารถเชื่อมโยงได้ว่า ความอุ่นขึ้นของน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่คนเปรูสังเกตได้นั้น คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลก จุดนี้ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (big bang) เพราะเป็นการเปิดจักรวาลของการศึกษาเรื่องเอลนีโญขึ้นมา
เอกสารประกอบ
Are we heading for “super El Nino” and what could we expect? 14 April 2026, theguardian.com
A Powerful El Nino Is Forming. If History is Guide, It Could Hit Hard, May 21, 2026, nytimes.com
El Nino. The dance of the wind and the sea, December 16, 2025, International Science Teaching Foundation.