ในหลวง ทรงกางร่มให้ พระองค์ภา ภาพประวัติศาสตร์ วันสำเร็จการศึกษา ม.คอร์เนล
ภาพประวัติศาสตร์ คนไทยร่วมแชร์ ในหลวงกางร่มในพระองค์ภา วันสำเร็จการศึกษาจาก ม.คอร์เนล อาลัย เจ้าหญิงนักกฎหมาย
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดราชบุรี เผยแพร่ภาพประวัติศาสตร์อันแสนอบอุ่นและหาชมได้ยากของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงทำหน้าที่ ทูลกระหม่อมพ่อ เคียงข้าง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สร้างความประทับใจให้แก่พสกนิกรชาวไทยที่พบเห็นเป็นอย่างมาก
เหตุการณ์ในภาพประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในพิธีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางกฎหมาย (J.S.D.) ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมีฝนตกโปรยปรายลงมาตลอดเวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเดินเคียงข้างและทรงถือร่มคันใหญ่ด้วยพระองค์เอง เพื่อกันฝนให้กับพระราชธิดาซึ่งอยู่ในชุดครุยปริญญาเอกสีแดงเข้มตลอดทางเดินในมณฑลพิธี
ภาพความทรงจำนี้ได้รับความสนใจจากสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยพสกนิกรต่างร่วมกันส่งต่อและแสดงความคิดเห็นชื่นชมในพระจริยวัตรอันงดงาม ซึ่งเป็นภาพที่แสดงออกถึงความรัก ความผูกพันอันลึกซึ้ง และความภาคภูมิพระราชหฤทัยในฐานะ พ่อ ที่มีต่อความสำเร็จทางการศึกษาอย่างสูงสุดของลูกสาว
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเริ่มต้นการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนราชินี จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ก่อนจะเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อจนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนจิตรลดา
เส้นทางสู่นักกฎหมายเริ่มต้นขึ้นเมื่อทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับสอง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ควบคู่กันไป
หลังจากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นสูง ณ มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกา ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาโทนิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) และสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดในระดับปริญญาเอกนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (J.S.D.) พร้อมทั้งทรงสำเร็จการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตไทยจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
เส้นทางการทำงาน
ภายหลังทรงสำเร็จการศึกษา ทรงเริ่มฝึกงานด้านการทูตพหุภาคีในฐานะเลขานุการเอก ประจำคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนจะเสด็จกลับประเทศไทยเพื่อเข้ารับราชการในสำนักงานอัยการสูงสุด ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ
ในระหว่างสายงานอัยการ ทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำสาธารณรัฐออสเตรีย สาธารณรัฐสโลวัก และสาธารณรัฐสโลวีเนีย รวมถึงทรงทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาของสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ก่อนจะเสด็จกลับมาดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู และต่อมาทรงดำรงตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนและการบังคับคดีจังหวัดระยอง และอัยการเชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 2
พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการกำลังใจในพระดำริ ที่มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตและให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ต้องขังหญิงและเด็กที่ติดสอยห้อยตามแม่ในเรือนจำ ซึ่งผลงานการผลักดันของพระองค์ส่งผลให้สหประชาชาติยอมรับและประกาศใช้ข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) หรือมาตรฐานสากลในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงเป็นครั้งแรกของโลก
ต่อมาทรงรับโอนมาดำรงตำแหน่งข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ในตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และได้รับพระราชทานพระยศเป็นพลเอกหญิง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง