โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"วรศิษฎ์" ลุยกวาดล้างนอมินีภูเก็ต พบ 317 บริษัทถือครองที่ดินกว่า 480 แปลง เตรียมบังคับขาย-ส่ง DSI สอบต่อ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

"วรศิษฎ์" ลุยกวาดล้างนอมินีภูเก็ต พบ 317 บริษัทถือครองที่ดินกว่า 480 แปลง เตรียมบังคับขาย-ส่ง DSI สอบต่อ มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท พร้อมเดินหน้ารื้อสิ่งปลูกสร้างรุกพื้นที่สาธารณะบางเทา-ฟรีด้อม-หาดนุ้ย

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตรวจสอบบริษัทนอร์มินี ที่จังหวัดภูเก็ต ว่า จากการลงพื้นที่ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำมีอยู่ประมาณ 3-4 อย่าง ซึ่งเราได้ติดตามกระบวนการ 3 พื้นที่สาธารณะที่นายกรัฐมนตรีได้ลงไปก่อนหน้านี้ ประกอบ บางเทา หารฟรีด้อม และหาดนุ้ย ในส่วนของบางเทา กระบวนการสืบสวนสอบสวนเข้าสู่ระบบของตำรวจเรียบร้อยแล้วทั้งหมด รวมถึงกระบวนการเรื่องส่วยก็รับเป็นคดีเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกันแต่หากข้าราชการคนไหนหรือใครเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องจะให้ทาง ปปป. เป็นผู้แถลง

ส่วนหาดฟรีด้อม ก็อยู่ในกระบวนการของตำรวจเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นที่ของกรมป่าไม้ คาดว่าจะมีการเข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้ช่วงเดือนสิงหาคม สาเหตุที่มีกรอบเวลา เนื่องจากคู่กรณีสามารถมีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ ก็ต้องรอให้หมดช่วงเวลาอุทธรร์ไปก่อน สำหรับหาดนุ้ย คาดว่าเป็นช่วงกลางเดือนกรกฎาคม น่าจะมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำทั้งหมดออกไปได้ อีกกรณีเรื่องการติดตามการเรียกรับผลประโยชน์ซึ่งมีข้อมูล 99% แล้ว แต่จะให้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงให้ข้อเท็จจริงส่วนนี้

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า เรื่องกลุ่มนิติบุคคลที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคลต่างด้าวแต่มีการถือครองที่ดิน ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยทางอธิบดีได้ลงไปตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรากฏว่ามีกลุ่มธุรกิจประมาณ 317 บริษัท ถือครองที่ดินประมาณ 480 กว่าแปลง อย่างแรกที่ผิดคือผิดประมวลกฎหมายที่ดิน สิ่งที่เกิดขึ้นคือต้องมีการบังคับขาย เนื่องจากไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินอยู่แล้ว คำถามที่เกิดขึ้นคือในเมื่อเขาไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินแล้วเขาที่ถือครองที่ดินเหล่านี้ได้อย่างไร โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกันคือ ในวันที่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาจจดโดยคนไทยหรือมีต่างชาติเข้ามาถือหุ้นด้วย แต่อยู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีสิทธิ์ถือครองที่ดินได้ หลังจากนั้นก็มีการซื้อหรือได้มาซึ่งที่ดิน เมื่อได้มาเรียบร้อยแล้วก็ไปเปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งส่วนนี้ถือว่าผิดและยิ่งไปกว่านั้นเราจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด หลังจากที่จัดการเรื่องที่ดินเสร็จแล้วจะมีบังคับขาย โดยจะมีกรอบระยะเวลาบังคับขาย หากเขาไม่จัดการให้เรียบร้อยก็เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะเข้าไปดำเนินการส่วนนี้ หลังจากนั้นเราจะส่งต่อทั้ง 317 บริษัทให้ดีเอสไอ เนื่องจากมีพฤติกรรมการกระทำผิดที่คล้ายกันและมีความเสี่ยงสูงในกลุ่มบริษัทเหล่านี้ ที่จะมีการเป็นตัวแทนถือหุ้นหรือถือครองแทนบุคคลอื่นหรือต่างด้าว ที่สำคัญมูลค่าความเสียหายสูงหลายพันล้าน เนื่องจากที่ดินในจังหวัดภูเก็ตราคาสูงมาก และเป็นเรื่องที่มีความมั่นคงกับประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเราถือว่าต่างด้าวถือครองที่ดินในประเทศไทย เรายอมรับไม่ได้

ทั้งนี้ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ จะมีกลุ่มบริษัท Law Firm บริษัทบัญชี เข้ามาให้บริการ พบว่ามีข้อมูลของการเข้าถือหุ้นเป็นคนเดียวกันแต่อยู่หลายบริษัท หรือแม้กระทั่งการให้คนในสำนักงานถือหุ้นในลักษณะนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นข้อมูลทั้งหมดนี้กีเอสไอจะเข้าไปจัดการต่อ

เมื่อถามว่าหากเสร็จสิ้นในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตแล้วจะมีการขยายไปตรวจสอบในพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วยหรือไม่ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ทุกพื้นที่ ซึ่งเราเน้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาใช้พื้นที่เยอะ เข้ามาตั้งรกรากเยอะ ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต สมุย พะงัน กระบี่ พังงา ปาย ชลบุรี ระยอง หรือแม้แต่กรุงเทพมหานครเองก็เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ตนคิดว่าใน 2 สัปดาห์ที่จะถึงนี้ เราคงจะได้เห็นหน้าเห็นหลังกันชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ในการตรวจเช็คข้อมูลก็มีความซับซ้อนเยอะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาในการตรวจตรวจสอบข้อมูล หากไม่แม่นจริงๆสุดท้ายแล้วข้าราชการที่ดำเนินการหรือเจ้าหน้าที่ ก็จะมีปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึงมีลักษณะการถือครองแบบอำพรางค่อนข้างเยอะ ตัวอย่างเช่น บริษัทถือข้ามบริษัท รวมไปถึงเรื่องของจำนวนผู้ถือหุ้น เพราะในประมวลกฎหมายที่ดินจำนวนผู้ถือหุ้นของต่างชาติที่ถือครองที่ดินได้ต้องไม่มากกว่าจำนวนคนไทย

รู้ว่าต่างชาติเหล่านั้นได้สัญชาติไทย เพื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จริงๆ มีระเบียบกฎหมายอยู่แล้ว ว่าการได้มาซึ่งสถานะสัญชาติไทยได้มาด้วยเหตุอันใดบ้าง แค่กลับไปดู เพราะของพวกนี้ตนคิดว่าหากมีความไม่ชอบมาพากลเราเห็นอยู่แล้ว ไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล ซึ่งเรื่องนี้เราต้องหาเป้าและต้องดูว่าการได้มาซึ่งสัญชาติไทยนั้นมีกระบวนการอย่างถูกต้องตามกฎหมายตรงไปตรงมาหรือไม่ หากพบว่ามีวิธีการที่ไม่ถูกต้องเราก็ต้องดำเนินการ อย่างเช่นกรณีที่เชียงใหม่ ที่มีการออกบัตรประชาชนเราก็ต้องดำเนินการ

เมื่อถามต่อว่าหากมีการอ้างว่ามี นส.3 จะดำเนินการอย่างไร นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ต่างชาติไม่มีสิทธิ์ถือครองอยู่แล้ว หากไม่ใช่ในกรณีพิเศษ เช่น BOI ซึ่งในส่วนของการถือครองไม่ว่าจะเป็นต่างชาติหรือไทยที่มีการไปรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ ทางกรมที่ดินสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะตอนนี้ทางกรมที่ดินร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรมป่าไม้ กรมอุทยาน ก็มีการตรวจเช็คเรื่องพื้นที่อยู่แล้ว หากใครใช้พื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ต้องจัดการ อย่างเช่นในพื้นที่บางเทา เป็นพื้นที่ที่มีคนมาอ้างสิทธิ์ว่าสามารถจัดการพื้นที่ได้แล้วปล่อยเช่าให้กับชาวบ้านหรือผู้ประกอบการเปิดร้าน วันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ก็ต้องดำเนินการ จริงๆ นโยบายของนายกรัฐมนตรีก็ไม่อยากให้กระทบกับสภาพชุมชนที่มีชาวบ้านทำงานอยู่ หลังจากที่เราเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้วก็อาจมีการจัดสรรพื้นที่ให้นำไปใช้ประโยชน์ได้ตามหลักกฏหมายที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้กระทบกับธรรมชาติ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...