โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ป.ป.ส. ขยายผลจับแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสฯ ล่าบัญชีอวตาร “โรส” จ้างหิ้วสินค้า OTOP แลกเงิน 8,800

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวเวิร์คพอยท์

(30 มิ.ย. 69) จากกรณีการบินไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น หลังถูกกล่าวหาว่าลักลอบขนเฮโรอีนเข้าประเทศ โดยยืนยันว่าเป็นการกระทำส่วนบุคคล พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และหากผลสอบพบว่ากระทำผิดจริง จะดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดถึงขั้นให้ออกจากการเป็นพนักงาน สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังตำรวจออสเตรเลียจับกุมหญิงสัญชาติไทย อายุ 26 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกเรือในเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยตรวจพบเฮโรอีนมากกว่า 1 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในซับในกระเป๋าผ้า 12 ใบ ที่สนามบินเมลเบิร์น มูลค่าในตลาดมืดประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นขบวนการลักลอบขนยาเสพติดที่ใช้ลูกเรือเป็นผู้ลำเลียง

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปิดเผยความคืบหน้าว่า หลังได้รับการประสานจากตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ว่ามีการจับกุมลูกเรือสายการบินไทยที่เมืองเมลเบิร์น เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้เร่งแลกเปลี่ยนข้อมูลและเข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมที่พักของผู้ต้องหาในประเทศไทย

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบภาพไรเดอร์นำกล่องพัสดุมาส่งที่คอนโด ในวันที่ 22 มิ.ย. 2569 โดยในขณะนั้นแอร์สาวยังไม่กลับถึงที่พัก จึงฝากพัสดุไว้ที่ล็อบบี้ ก่อนที่ผู้ต้องหาจะกลับมารับกล่องและนำขึ้นห้องพักด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจค้นห้องพักไม่พบยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอื่นเพิ่มเติม

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญแฟนหนุ่มของผู้ต้องหามาให้ข้อมูล เพื่อขยายผลหาเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแฟนหนุ่มให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ข้อมูลที่ให้ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ส่งพัสดุได้ ขณะเดียวกัน ภาพจากกล้องวงจรปิดก็สอดคล้องกับข้อมูลการสืบสวนทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ยังทราบด้วยว่า หลังแอร์สาวเดินทางถึงออสเตรเลียและถูกจับกุม แฟนหนุ่มไม่สามารถติดต่อได้ จึงโทรศัพท์สอบถามเพื่อนของผู้ต้องหา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรื่องราวถูกเปิดเผย

ผลการสืบสวนร่วมกับตำรวจ AFP พบว่า ผู้ต้องหาได้รับการติดต่อผ่านกลุ่มรับหิ้วสินค้าในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีบัญชีอวตารชื่อ “โรส” โพสต์หาผู้ที่เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย พร้อมระบุว่าต้องการพื้นที่ว่างประมาณ 20 กิโลกรัม เพื่อฝากขนส่งสินค้าโอทอปและสินค้าไทย

จากข้อมูลการสนทนาที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ แอร์สาวและแฟนหนุ่มได้เข้าไปพูดคุยกับผู้โพสต์ พร้อมสอบถามถึงความน่าเชื่อถือ เนื่องจากอีกฝ่ายใช้บัญชีอวตาร โดยผู้ต้องหาย้ำว่าไม่รับงานจากผู้ใช้บัญชีปลอม แต่คู่สนทนายืนยันว่าเป็นบัญชีที่ใช้งานเป็นประจำ ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกลงรับงานในค่าจ้าง 8,800 บาท ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอัตราค่าจ้างดังกล่าวสอดคล้องกับการรับหิ้วสินค้าทั่วไปหรือไม่

หลังตกลงรับงาน ผู้ส่งได้นำพัสดุมาส่งที่คอนโด ก่อนที่แอร์สาวจะนำติดตัวเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันบัญชีอวตารชื่อ “โรส” ได้ปิดการใช้งานไปแล้ว เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวผู้ใช้บัญชีดังกล่าว เพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ยังเข้าตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหาที่จังหวัดพะเยา และสอบปากคำมารดา เบื้องต้นทราบว่า ผู้ต้องหากลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และส่งเงินให้ครอบครัวเดือนละ 10,000 บาท เพื่อนำไปผ่อนรถยนต์ที่ใช้ชื่อมารดาเป็นเจ้าของ โดยมีค่างวดประมาณ 8,000 บาทต่อเดือน

มารดายังให้ข้อมูลว่า ลูกสาวยังมีภาระต้องชำระหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รายได้ไม่ได้สูงมาก และครอบครัวมีฐานะทั่วไป ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้การดูแลผู้ต้องหาตามสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะคนไทย ขณะที่คดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลีย โดยผู้ต้องหายังไม่ได้รับการประกันตัว และคาดว่าภายในประมาณ 4 สัปดาห์ จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนทางคดีเพิ่มเติม

ส่วนการสืบสวนของไทย ยังคงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจออสเตรเลีย เพื่อขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนยาเสพติดในคดีนี้ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...