โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ดาวโจนส์" บวกเล็กน้อย! ปิดครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง จับตาเฟดส่งสัญญาณดอกเบี้ย

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.69 ดัชนีดาวโจนส์แทบไม่ขยับในวันนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของไตรมาส 2/2569 และเป็นวันสุดท้ายของช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ บวก 24.75 จุด หรือ 0.05% สู่ระดับ 52,207.49 จุด

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 8.6% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี และมีแนวโน้มทำสถิติครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งในปีดังกล่าว ดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้น 12.7%

ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นมากกว่า 8% ในช่วงครึ่งแรกของปี ส่วนดัชนี Nasdaq ให้ผลตอบแทนมากถึง 11.1%

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเริ่มต้นปี 2569 ด้วยความผันผวน แม้ว่า 3 ดัชนีหุ้นหลักจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็เกิดขึ้นท่ามกลางการแกว่งตัวอย่างรุนแรงของราคาพลังงานจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความยั่งยืนของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อย่างไรก็ดี ไตรมาส 2 เป็นช่วงเวลาที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษสำหรับตลาดหุ้น หลังจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับกระแสการลงทุนใน AI และสงครามอิหร่านมีแนวโน้มยุติลง

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 12.6% ในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มทำสถิติรายไตรมาสที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2565 ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้นราว 14% และ 19.6% ตามลำดับ และมีแนวโน้มทำสถิติรายไตรมาสที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2563

นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเข้าร่วมงานเสวนาในการประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ นายวอร์ชมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับนางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB, นายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และนายทิฟฟ์ แม็กลัม ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา (BOC) โดยงานเสวนาจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 1 ก.ค. เวลา 20.00 น. ตามเวลาไทย

งานเสวนาครั้งนี้ ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งสำคัญครั้งแรกของนายวอร์ชบนเวทีระหว่างประเทศหลังเข้ารับตำแหน่งประธานเฟด

นักลงทุนทั่วโลกจะจับตาถ้อยแถลงของนายวอร์ชเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

แบงก์ ออฟ อเมริกา (BofA) คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้

ทั้งนี้ BofA คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย., ต.ค. และธ.ค. โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ในปีนี้

การคาดการณ์ดังกล่าวของ BofA ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลังการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนมิ.ย.ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "สายเหยี่ยว" หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนมองว่าเฟดมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ได้แก่:-

1. Dot Plot ของเฟดในการประชุมเดือนมิ.ย.

เจ้าหน้าที่เฟด 9 ใน 18 ราย หรือมากถึงครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลงในอนาคต

2. การประชุมเฟดครั้งแรกภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช

นายวอร์ชให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าที่คาดไว้

3. เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2% ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานที่สดใส และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และลดความจำเป็นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

อย่างไรก็ดี วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งของ BofA ถือเป็นมุมมองที่แตกต่างจากกระแสหลักในตลาดการเงินที่ให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ดอยซ์แบงก์คาดการณ์เช่นกันว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนก.ย.และธ.ค.

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ได้แก่ การที่ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงอย่างมาก หลังความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากพอที่จะสะท้อนความเชื่อมั่นต่อการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้

ปัจจุบัน ประเด็นถกเถียงในวอลล์สตรีทจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้หรือไม่ แต่กำลังเปลี่ยนไปเป็นคำถามที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง 2 ครั้ง หรืออาจมากถึง 3 ครั้งก่อนสิ้นปีหรือไม่

#ดาวโจนส์ #ตลาดหุ้นสหรัฐ #วอลล์สตรีท #เฟด #ดอกเบี้ย #เศรษฐกิจสหรัฐ #หุ้นสหรัฐ #การลงทุน #ตลาดการเงิน #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวหุ้น #SEOเศรษฐกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...