โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รมว.กลาโหม ส่งตัวแทนร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจดัง โพสต์ข้อมูลบิดเบือน พาดพิง

Khaosod

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รมว.กลาโหม ส่งตัวแทนร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจดัง โพสต์ข้อมูลบิดเบือน พาดพิง

รมว.กลาโหม ส่งตัวแทนร้องตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจดัง โพสต์ข้อมูลบิดเบือน พาดพิงกระทรวงกลาโหม กระทบความมั่นคงประเทศ จี้ดำเนินคดี-ลบเพจ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี นายสงกาญ์ อัจฉริยะทรัพย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม และที่ปรึกษากฎหมาย ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อขอให้ตรวจสอบการเผยแพร่ข้อมูลของเพจสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ “พี่แสบสนั่นปฐพี” ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพ คลิปวิดีโอ และข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนเกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม พร้อมกล่าวอ้างถึงประเด็นผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา

โดยมี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 และ พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท.1 เป็นผู้รับเรื่อง

นายสงกาญ์ กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้มายื่นคำร้องทุกข์ กับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เนื่องจากพบเพจเฟสบุ๊กรายหนึ่งมีการกล่าวอ้างว่ากระทรวงกลาโหมมีส่วนได้เสียกับประเทศกัมพูชา จึงไม่ดำเนินการตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดและมีประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ โดยพบว่ามีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นตำหนิรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วประมาณ 5,700 ความคิดเห็น และมียอดรับชมเกือบ 300,000 ครั้ง

ทั้งนี้ ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานและบันทึกภาพหน้าจอของเพจทั้งหมดเพื่อนำมามอบให้ บช.สอท. ประกอบการดำเนินคดี พร้อมระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงกลาโหมและความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากผู้โพสต์มีการนำภาพของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเผยแพร่พร้อมข้อความกล่าวหาในลักษณะที่สร้างความเสียหาย จึงเห็นว่าควรดำเนินคดีตามกฎหมายและขอให้มีการปิดเพจดังกล่าว

ด้าน พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับเอกสารร้องทุกข์ไว้เรียบร้อยแล้ว และจะประสานให้กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในเบื้องต้น พบว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข้อมูลที่บิดเบือน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

หลังจากนี้จะตรวจสอบข้อมูลในเพจดังกล่าวอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบว่าผู้ใช้งานเป็นบุคคลจริงหรือใช้บัญชีอวตาร หากสามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากเป็นบัญชีอวตารจะประสานไปยังบริษัท เมตา (Meta) เพื่อขอข้อมูลในการติดตามตัวผู้กระทำผิด และดำเนินการปิดเพจต่อไป โดยยืนยันว่าจะเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดก่อนดำเนินการปิดกั้นเพจ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าลักษณะการเผยแพร่เป็นการไลฟ์สดหรือคลิปวิดีโอที่มีการกล่าวพาดพิงกระทรวงกลาโหมโดยตรง ซึ่งได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนพิจารณาว่า เนื้อหาดังกล่าวเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ หากเข้าองค์ประกอบทั้งสองประการ ก็จะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2)

นอกจากนี้ ยังพบว่าเพจดังกล่าวเปิดให้สมาชิกเข้ามาโพสต์ข้อความจำนวนมาก โดยบางบัญชีเป็นบัญชีอวตารและบางบัญชีเป็นบุคคลจริง ซึ่งจะต้องตรวจสอบตัวผู้โพสต์ทั้งหมด พร้อมเสนอให้มีการดำเนินการปิดกั้นเพจตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเร่งพิสูจน์ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนก่อนดำเนินคดี

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ยังฝากเตือนประชาชนว่า การแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากข้อมูลดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคล องค์กร หรือความมั่นคงของประเทศ ผู้แชร์อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการทำงานของศูนย์บริหารสถานการณ์ข่าวสารไทย - กัมพูชา (JIC) ว่าพบการเผยแพร่ข้อมูลลักษณะดังกล่าวเป็นจำนวนมากหรือไม่นั้น พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติงานภายใต้ศูนย์ JIC ซึ่งมีการติดตามและเฝ้าระวังข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง หากตรวจพบข้อมูลที่เข้าข่ายกระทำผิดก็จะดำเนินการสืบสวน พิสูจน์ตัวบุคคล ดำเนินคดี และประสานปิดกั้นข้อมูลตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ยอมรับว่าผู้กระทำผิดจำนวนมากมักใช้บัญชีอวตารเพื่อสร้างกระแสและสร้างความสับสนแก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นลักษณะของสงครามไซเบอร์ที่มุ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อองค์กรของรัฐและกองทัพ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่าผู้เผยแพร่ข้อมูลอาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยนั้น พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทยหรือชาวต่างชาติ รวมถึงอาจเป็นผู้ที่อยู่ต่างประเทศแต่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มากขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้งาน

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการและกองทัพ รวมถึงศูนย์แถลงข่าวร่วม (JIC) ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไทย - กัมพูชา

พร้อมเตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อข้อมูลจากเพจหรือบัญชีที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการตกเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รมว.กลาโหม ส่งตัวแทนร้อง ตร.ไซเบอร์ เอาผิดเพจดัง โพสต์ข้อมูลบิดเบือน พาดพิง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...