โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิกฤตโลกร้อนบีบยุโรป เมื่อโลกที่ “เคย” เย็นกลับหายไป

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ยุโรป” ทวีปที่เคยอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี เมื่อโลกเปลี่ยนไปคลื่นความร้อนคืบคลานเข้ามากลับกลายเป็นยิ่งกว่าหายนะให้ประชาชนต้องหาวิธีรับมือกับความร้อนแติติดอุปสรรคหลายอย่างจนทำให้วิธีคลายร้อนที่ควรทำได้ง่ายดายกลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ยุโรปอากาศร้อนจัดทำคนเสียชีวิตพุ่งมากกว่าพันราย นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติเมื่อโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงความวิกฤตของสภาพภูมิอากาศ

ปีนี้หลายประเทศในยุโรปกำลังเจอกับอากาศที่ร้อนทำลายสถิติเดิมอย่างน่าใจหาย แต่เครื่องปรับอากาศแม้คนไทยจะเคยชินว่าคือเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่อนคลายความร้อนในยามจำเป็นที่เห็นได้ทั่วไปแต่กลับยังคงเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชาวยุโรป เพราะที่ผ่านมาชาวยุโรปแทบไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เแอร์เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่าปกติแล้วหรืออาจจะพูดได้ว่าในอดีตยุโรปมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แม้จะมีช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนบ้างแต่ก็ไม่ได้ร้อนจนกระทั่งต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ

ตามข้อมูลของหน่วยงานข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ ชาวอเมริกันราว 90% มีเครื่องปรับอากาศติดตั้งในบ้าน ขณะที่ในยุโรป ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกัน มีเพียงประมาณ 20% โดยในอิตาลีมีสัดส่วนการติดแอร์ประมาณ 50% สเปนอยู่ที่ราว 40% ขณะที่ในเยอรมนีมีประมาณ 6% เท่านั้น และเมื่อชาวยุโรปไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศทำให้การออกแบบบ้านไม่สนับสนุนให้มีการติดตั้งเท่าไหร่นัก

แต่เมื่อคลื่นความร้อนรุนแรงคืบคลานเข้ามา เครื่องปรับอากาศกลับเป็นสิ่งจำเป็นราวกับปัจจัย 4 ในการใช้ชีวิตของชาวยุโรปในแต่ละวัน การวิเคราะห์ล่าสุดของ ClimaMeter เครือข่ายนักวิจัยด้านสภาพอากาศของยุโรป พบว่า อุณหภูมิในเดือนมิถุนายน ปี 2026 สูงกว่าค่าที่ควรจะเป็นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงประมาณ 2-4 องศาเซลเซียส นักวิจัยชาวอิตาลีที่ร่วมโครงการ ClimaMeter กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวกำลังทำให้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในเยอรมนีความต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์ทำความเย็นเพิ่มขึ้นถึง 75% ระหว่างปี 2019-2024 ซึ่งปี 2024 ยังเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากความไม่จำเป็นหลายประเทศในยุโรปกลับมีกฎระเบียบเคร่งครัดหากประชาชนต้องการครอบครองเครื่องปรับอากาศไว้ในบ้านของพวกเขา ทั้งจะต้องขออนุญาตติดตั้งเพิ่มเติมซึ่งการขออนุญาตก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยแล้วยังต้องพิจารณาด้วยว่าการติดตั้งเครื่องคอมเพรสเซอร์ไว้ที่ด้านนอกของอาคารจะทำให้ตัวตึกดูสวยงามน้อยลงจนบดบังอาคารเก่าแก่ที่สวยงามในยุโรปหรือไม่

นอกจากนี้ ข้อกำหนดด้านมลพิษทางเสียง ในสหราชอาณาจักรกำหนดว่าเสียงจากคอมเพรสเซอร์ภายนอกต้องไม่เกิน 42 เดซิเบลที่หน้าต่างบ้านเพื่อนบ้านและตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 มาตรฐานนี้เข้มขึ้นขึ้นอีกกำหนดเป็น 37 เดซิเบล คอมเพรสเซอร์ที่ติดตั้งผิดตำแหน่งอาจนำไปสู่การร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมได้แม้จะผ่านการขออนุญาตแล้ว

ค่าใช้จ่ายเป็นอีกอุปสรรคสำคัญ ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การเปิดเครื่องปรับอากาศมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ยุโรปมีค่าไฟที่แพงที่สุดในโลก ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า ในครึ่งหลังของปี 2568 ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับครัวเรือนในสหภาพยุโรปอยู่ที่ 28.96 ยูโรต่อ 100 กิโลวัตต์ ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตพลังงานปี 2565 นอกจากนี้ ผลสำรวจทั่วสหภาพยุโรปพบว่า 38% ของประชาชนระบุว่าพวกเขาไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำให้บ้านเย็นได้ แม้การทำความร้อน้ในฤดูหนาวจะถูกมองว่าเป็นความจำเป็นพื้นฐาน แต่การทำความเย็นกลับในฤดูร้อนกลับยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับเดียวกัน

เครื่องปรับอากาศก็มีผลต่อภาวะโลกร้อน นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยุโรปใช้เครื่องปรับอากาศน้อย ข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat ระบุว่า แม้พลังงานที่ใช้ทำความร้อนอาคารในปี 2024 จะลดลงเล็กน้อย แต่การใช้พลังงานเพื่อทำความเย็นกลับเพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่สถิติจากทั่วโลกระบบทำความเย็นคิดเป็นประมาณ 10% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และเนื่องจากไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล จึงยิ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

อย่างในกรณีของสวิตเซอร์แลนด์ เว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นของประเทศ ระบุว่า แม้จะไม่ได้มีกฎหมายห้ามใช้เครื่องปรับอากาศโดยสิ้นเชิง แต่การติดตั้งระบบปรับอากาศแบบถาวรกลับทำได้ยากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก โดยเฉพาะที่นครเจนีวาถูกมองว่าเป็นรัฐที่มีข้อกำหนดเข้มงวดที่สุด เจ้าของบ้านที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบถาวร บางกรณีต้องพิสูจน์ว่ามีความจำเป็นอย่างแท้จริงและอาจต้องแสดงใบรับรองทางการแพทย์เพื่อยืนยันเหตุผลในการติดตั้ง เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นของเจนีวามองว่าเครื่องปรับอากาศใช้พลังงานสูงและไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของเมือง

เช่นเดียวกับที่ ซูริก ซึ่งมีประชากรมากที่สุดของประเทศ ก็มีข้อจำกัดในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเช่นกัน ผู้ขออนุญาตอาจต้องพิสูจน์ว่าระบบที่ติดตั้งเป็นไปตามมาตรฐานด้าน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และ ระดับเสียงรบกวน แต่ก็มีบางเมืองที่เคยกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดสำหรับระบบทำความเย็นแต่เริ่มผ่อนคลายข้อกำหนดเพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับฤดูร้อนที่อากาศรุนแรงได้ร่วมกับแรงกดดันในหมู่ชาวสวิสที่เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ สารทำความเย็น เป็นอีกประเด็นที่ถูกควบคุมตั้งแต่ปี 2568 โดยเครื่องปรับอากาศทุกเครื่องที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้องใช้สารทำความเย็นประเภท “A2L” ซึ่งมีค่า GWP หรือดัชนีชี้วัดศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนต่ำ

แล้วมีทางเลือกอื่นนอกจากเครื่องปรับอากาศหรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังมีทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเครื่องปรับอากาศแบบเดิม ฌอง-เซบาสเตียง บร็อก จากสถาบันนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศแห่งยุโรป กล่าวว่า อาคารรุ่นใหม่สามารถออกแบบให้ต้องการระบบทำความเย็นน้อยลงได้ อย่างการออกแบบให้ลมไหลเวียนได้ดี การใช้วัสดุที่สะสมความร้อนน้อย ขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่เรียกว่า “ฮีตปั๊ม” (Heat Pump) แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่สามารถใช้ได้ทั้งทำความร้อนและทำความเย็นพร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของครัวเรือน นอกจากนี้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำในเมืองยังช่วยลดปรากฏการณ์ เกาะความร้อนในเมืองได้อีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...