หมอเปิด 8 สัญญาณเตือน "ปวดหัวเฉียบพลัน" อาการแบบไหน ระวังสโตรก
วันที่ 18 มิ.ย. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย ปวดหัวเฉียบพลันร่วมกับสิ่งนี้ ระวังสโตรกไม่รู้ตัว โดยระบุว่า ปวดหัวส่วนใหญ่ไม่ได้อันตราย หลายครั้งมาจากเครียด นอนน้อย ไมเกรน หรือใช้สายตามากเกินไป
แต่ถ้าปวดหัวมาแบบเฉียบพลัน รุนแรงผิดปกติ หรือปวดหัวร่วมกับอาการแปลก ๆ เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ตามัว เดินเซ หรือสับสน อันนี้ไม่ควรรอดูอาการครับ เพราะอาจเกี่ยวกับสโตรก หรือเลือดออกในสมองได้ วันนี้ผมจะพามาเช็กว่า ปวดหัวแบบไหนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน และควรรีบไปโรงพยาบาล
1. ปวดหัวเฉียบพลันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ต้องระวัง
ถ้าปวดหัวขึ้นมาทันที รุนแรงมาก หรือรู้สึกว่าเป็น “ปวดหัวที่หนักที่สุดในชีวิต” อันนี้ไม่ควรมองข้ามครับ โดยเฉพาะถ้าไม่เหมือนไมเกรนเดิมที่เคยเป็น เพราะอาจเกี่ยวกับเลือดออกในสมอง เส้นเลือดสมองผิดปกติ หรือภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ ได้ ปวดหัวธรรมดามักค่อย ๆ มา แต่ถ้ามาแบบฟ้าผ่า ต้องรีบตรวจ
2. ปวดหัวร่วมกับหน้าเบี้ยว ปากตก คือสัญญาณอันตราย
ให้ลองสังเกตเวลาให้ยิ้มหรือพูดครับ ถ้าหน้าข้างหนึ่งตก มุมปากเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน หรือมีน้ำลายไหลผิดปกติ อันนี้เข้ากับสัญญาณของสโตรกได้ อย่ารอดูว่าเดี๋ยวคงดีขึ้น เพราะสมองขาดเลือดหรือเลือดออก ยิ่งปล่อยนาน เซลล์สมองยิ่งเสียหายมากขึ้น
3. แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก อย่าคิดว่าแค่นอนทับ
ถ้าอยู่ ๆ แขนหรือขาข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น จับของหล่น เดินลากขา หรือชาครึ่งซีกแบบเฉียบพลัน ต้องรีบไปโรงพยาบาลครับ โดยเฉพาะถ้าเกิดร่วมกับปวดหัว เวียนหัว พูดไม่ชัด หรือหน้าเบี้ยว อาการแบบนี้ไม่ควรนวด ไม่ควรดัดเส้น ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน
4. พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือฟังไม่เข้าใจ เป็นสัญญาณสมองขาดเลือดได้
บางคนไม่ได้ล้ม ไม่ได้หมดสติ แต่เริ่มพูดแปลก ๆ พูดไม่ชัด เรียกชื่อสิ่งของไม่ออก ตอบไม่ตรงคำถาม หรือฟังคนอื่นพูดแล้วไม่เข้าใจ แบบนี้เป็นอาการทางสมองครับ ถ้าเกิดขึ้นทันทีร่วมกับปวดหัวหรืออ่อนแรง อย่าเสียเวลาเดาว่าเครียดหรือพักผ่อนน้อย รีบตรวจดีที่สุด
5. ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นครึ่งซีก ก็ต้องระวัง
สโตรกไม่ได้มีแค่แขนขาอ่อนแรงครับ บางคนเริ่มจากมองไม่ชัด เห็นภาพซ้อน ตามืดข้างเดียว หรือเหมือนมองไม่เห็นครึ่งหนึ่งของภาพ ถ้าอาการมาเฉียบพลัน โดยเฉพาะร่วมกับปวดหัว เวียนหัว หรือเดินเซ ต้องคิดถึงสมองและเส้นเลือดไว้ก่อน
6. เวียนหัวบ้านหมุน เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ อย่าด่วนสรุปว่าเป็นน้ำในหู
เวียนหัวบางอย่างมาจากหูชั้นในได้จริงครับ แต่ถ้าเวียนหัวรุนแรง เดินเซมาก ทรงตัวไม่ได้ พูดไม่ชัด กลืนลำบาก แขนขาอ่อนแรง หรือปวดหัวเฉียบพลันร่วมด้วย อันนี้ต้องระวังสโตรกบริเวณก้านสมองหรือสมองส่วนหลัง ซึ่งบางครั้งอันตรายมาก แต่คนมักคิดว่าแค่น้ำในหูไม่เท่ากัน
7. ปวดหัวร่วมกับอาเจียนพุ่ง ซึม ชัก หรือคอแข็ง ต้องรีบมาก
ถ้าปวดหัวรุนแรงแล้วมีอาเจียนมาก ซึมลง สับสน ชัก หมดสติ หรือคอแข็ง อันนี้เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ควรรอครับ เพราะอาจเกี่ยวกับความดันในกะโหลกสูง เลือดออกในสมอง หรือการติดเชื้อบางอย่าง ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่กินยาแก้ปวดแล้วนอน
8. ความดันสูงมากร่วมกับปวดหัว ไม่ควรชิล
ถ้าวัดความดันแล้วสูงมาก เช่น แถว ๆ 180/120 mmHg โดยเฉพาะถ้ามีปวดหัวรุนแรง เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ตามัว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด อันนี้ไม่ใช่แค่ความดันขึ้นธรรมดาครับ ต้องรีบประเมิน เพราะอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่กระทบสมอง หัวใจ หรือไตได้
9. เวลาคือสมอง อย่ารอให้ครบอาการทุกข้อ
สโตรกไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ บางคนมีแค่ปากเบี้ยว บางคนมีแค่แขนอ่อนแรง บางคนพูดไม่ชัด บางคนปวดหัวรุนแรงเฉียบพลันร่วมกับอาการแปลก ๆ ถ้าไม่แน่ใจ ให้คิดไว้ก่อนว่าอาจอันตราย แล้วรีบไปโรงพยาบาล เพราะถ้าเป็นสโตรกจริง เวลาในการรักษาสำคัญมาก
ถ้าเจออาการแบบนี้ อย่าขับรถไปเองถ้าอาการหนักครับ ให้คนพาไปหรือเรียกรถฉุกเฉิน เพราะระหว่างทางอาการอาจแย่ลงได้ และอย่ารีบกินยาแก้ปวดแรง ๆ หรือยาละลายลิ่มเลือดเองโดยไม่รู้ว่าเป็นสมองขาดเลือดหรือเลือดออก เพราะการรักษาต่างกัน
ลดความเสี่ยงสโตรกก่อนมีอาการ เริ่มตั้งแต่วันนี้
คุมความดันให้จริงจัง
- ความดันสูงเป็นตัวเร่งสำคัญของสโตรก ถ้าวัดที่บ้านแล้วเกิน 130/80 mmHg บ่อย ๆ ควรเริ่มปรับพฤติกรรมและคุยกับแพทย์ อย่ารอให้ปวดหัวก่อนค่อยวัด
คุมน้ำตาลและภาวะดื้ออินซูลิน
- น้ำตาลสูง เบาหวาน และพุง ทำให้หลอดเลือดอักเสบง่ายขึ้น เลือดไหลเวียนแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบได้
ลดไขมันเลวและไตรกลีเซอไรด์
- โดยเฉพาะคนที่มี LDL สูง ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือ HDL ต่ำ ควรดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลัง และตรวจเลือดตามแพทย์นัด เพราะหลอดเลือดไม่ได้ตันในวันเดียว
เลิกบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์
- บุหรี่ทำให้หลอดเลือดแข็งและอักเสบง่าย ส่วนแอลกอฮอล์ทำให้ความดันแกว่ง หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในบางคน ลดได้ลดครับ อย่าให้หลอดเลือดโดนซ้ำทุกวัน
ขยับตัวให้มากขึ้น
- เดินเร็ว ออกกำลังแบบแอโรบิก หรือฝึกแรงต้านสม่ำเสมอ ช่วยคุมความดัน น้ำตาล ไขมัน และน้ำหนักได้ ไม่ต้องเริ่มโหด เอาให้ทำต่อเนื่องก่อน
นอนให้พอ และเช็กนอนกรน
- คนที่กรนดัง สะดุ้งเฮือก ตื่นมาไม่สดชื่น หรือกลางวันง่วงมาก อาจมีภาวะหยุดหายใจตอนหลับ ซึ่งเกี่ยวกับความดันสูงและความเสี่ยงโรคหัวใจ-หลอดเลือด
ถ้ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ต้องติดตาม
- โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ AF เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดไปอุดตันสมองได้ ถ้าใจสั่นผิดปกติ เหนื่อยง่าย วูบ หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ ควรตรวจให้ชัด
สรุปคือ ปวดหัวไม่ได้แปลว่าเป็นสโตรกทุกครั้ง แต่ถ้าปวดหัวเฉียบพลัน รุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ตามัว เดินเซ ซึม ชัก หรือความดันสูงมาก อย่ารอดูอาการที่บ้านครับ เพราะถ้าเป็นสโตรกจริง การไปโรงพยาบาลเร็วช่วยให้แพทย์ประเมินและรักษาได้ทันเวลา
ขอบคุณ FB : หมอเจด