โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปี 2026 ทำลายทุกสถิติ สภาพอากาศสุดขั้ว หนักที่สุดเท่าที่เคยมี

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ดร.สนธิ คชวัฒน์ เตือนโลกในปี 2026 กำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งคลื่นความร้อนทำลายสถิติ การกลับมาของ“ซูเปอร์เอลนีโญ”และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นทั่วโลกนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การละลายของธารน้ำแข็ง น้ำทะเลที่ร้อนขึ้น และการสูญเสียระบบนิเวศหลายแห่ง อาจเป็นสัญญาณว่าโลกกำลังเข้าใกล้

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วปี 2026 ถึงจุด "Point of No Return" โลกเผชิญคลื่นความร้อน ซูเปอร์เอลนีโญ และธารน้ำแข็งละลาย

ดร.สนธิระบุว่า ปี 2026 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก หลังหลายพื้นที่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยพิบัติถี่ขึ้นจากการกลับมาของปรากฏการณ์ Super El Niño ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ระบบนิเวศหลายแห่งกำลังเข้าใกล้ "Point of No Return" หรือจุดที่ยากจะย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก

ศูนย์ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2026 เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปี 2024 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.39 องศาเซลเซียสสะท้อนว่าโลกยังคงเผชิญภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนสะสมมากกว่า 3,700 รายในฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม อีกทั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศกว่า 395 แห่งยังทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาล

ไม่เพียงบนบกเท่านั้น พื้นผิวมหาสมุทรทั่วโลกก็ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลเฉลี่ย (Sea Surface Temperature : SST) ในเดือนมิถุนายนพุ่งแตะ 20.86 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่สำหรับเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลและวิกฤตปะการังฟอกขาวในหลายพื้นที่

สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล หลังนักวิทยาศาสตร์ยืนยันการก่อตัวของ Super El Niño ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027 ทำให้ปี 2026 และ 2027 มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์การบันทึกข้อมูล

องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก พร้อมกระตุ้นให้ภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไนจีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ ขณะที่จีนประสบทั้งน้ำท่วมหนักในมณฑลกว่างซี และคลื่นความร้อนสูงถึง 50 องศาเซลเซียสในเขตซินเจียง

ด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่า ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย อาจละลายหายไปทั้งหมดภายในสิ้นปี 2026 หรือต้นปี 2027 ขณะที่พื้นที่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกลดลงต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 48 ปี โดยอุณหภูมิบริเวณอาร์กติกสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.22 องศาเซลเซียส

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ Albedo Effect หรือการลดลงของพื้นที่สะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ เมื่อพื้นผิวสีขาวของน้ำแข็งถูกแทนที่ด้วยทะเลสีเข้มที่ดูดซับความร้อนมากกว่า ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเร่งการละลายของน้ำแข็งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

แม้วิกฤตสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรง แต่ยังมีสัญญาณบวกจากภาคพลังงาน โดยรายงาน Statistical Review of World Energy ระบุว่า พลังงานหมุนเวียนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก แซงหน้าการเติบโตของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ยังร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนา Adaptation Fortress หรือ "ป้อมปราการเพื่อการปรับตัว" แห่งแรกในบังกลาเทศ ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือคลื่นความร้อนสูงถึง 44 องศาเซลเซียส และพายุไซโคลนตลอดทั้งปี

ปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการทำลายสถิติด้านสภาพอากาศ แต่ยังเป็นปีที่โลกกำลังได้รับสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า หากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังดำเนินไปไม่ทันต่อสถานการณ์ โลกอาจกำลังเข้าใกล้ "Point of No Return" หรือจุดเปลี่ยนที่ระบบภูมิอากาศและระบบนิเวศหลายส่วนไม่สามารถย้อนกลับสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...