โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘B20-E20’ พลิกวิกฤตน้ำมันแพง หนุนไทยสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 มิถุนายน 2569 เวลา 20.53 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก ที่ร้อนระอุและอยู่ในสภาวะเปราะบางอย่างถึงที่สุด ตลอดช่วงต้นปี 2026 ชนวนความขัดแย้งและการเผชิญหน้าทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้ยกระดับสู่ความตึงเครียด ซึ่งไม่เพียงสร้างความสั่นสะเทือนในมิติด้านความมั่นคงระดับโลกเท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระแทกโดยตรงมายังเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ผ่านวิกฤต “ความไม่มั่นคงทางพลังงาน” ที่กำลังเป็นฝันร้ายของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลก การขู่ปิดและเข้าควบคุม “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) เส้นทางยุทธศาสตร์ที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงน้ำมันดิบ และสินค้าอื่นของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดเดาทิศทางได้ยาก

สภาวะมรสุมพลังงานโลกในปัจจุบัน จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทยในการบริหารจัดการความเสี่ยง รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพลังงานจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และได้เร่งประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากพื้นที่ขัดแย้ง พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ ด้วยการพลิกวิกฤตราคาพลังงานแพงให้เป็นโอกาสของประเทศ ด้วยการสนับสนุน “เชื้อเพลิงชีวภาพ” (Biofuels) ขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง ปกป้องเศรษฐกิจและให้พอเพียงกับความต้องการใช้ของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาการสนับสนุนการผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศไทยมักถูกมองว่าเป็นเพียงกลไกชั่วคราวในการ “ดูดซับผลผลิตส่วนเกิน” ของพืชพลังงานในฤดูกาลที่ราคาตกต่ำ ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน หรืออ้อย

และจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวนสูง กระทรวงพลังงานจึงได้ปรับรูปแบบการส่งเสริม “เชื้อเพลิงชีวภาพ” ให้เป็นพลังงานหลักเพื่อ “ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ” จากต่างประเทศโดยตรง โดยส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นทางเลือกสำคัญและเร่งด่วนในการบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชน โดยกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้คือ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพ ด้วยการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสร้างส่วนต่างราคาที่จูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งหันมาเลือกใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้มากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่ถูกลง ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก

การขับเคลื่อน B20 และ E20 ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่มาตรการแก้ขัดในยามวิกฤต หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศ รัฐบาลได้เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตด้วยการนำเทคโนโลยี “เกษตรแม่นยำ” เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของพืชพลังงานหลัก ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง โดยไม่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้เริ่มปูพรมพัฒนา “น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน” หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) จากน้ำมันพืชใช้แล้วและไขมันสัตว์ เพื่อรองรับมาตรฐานสากล และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการบินสีเขียว (Green Aviation Hub) ของภูมิภาค ในส่วนของระบบขนส่งและการกระจายส่ง รัฐบาลได้ออกมาตรการอุดหนุนและจูงใจทางภาษี ให้คลังน้ำมันและสถานีบริการทั่วประเทศปรับปรุงถังจัดเก็บและหัวจ่าย ให้รองรับการเติบโตของพลังงานทางเลือกเหล่านี้อย่างทั่วถึง

รวมถึงการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ของรถบรรทุกขนาดใหญ่และเรือขนส่งสินค้า ให้สามารถรองรับการใช้ B20 โดยไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ การยกระดับศักยภาพของพลังงานทางเลือกอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ดังนั้นการขับเคลื่อนเชื้อเพลิงชีวภาพจึงไม่ใช่แค่ทางรอดจากมรสุมราคาพลังงานโลก แต่คือการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ที่จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรไทย พร้อมกับสร้างภูมิคุ้มกันทางพลังงานที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

อย่างไรก็ตาม การลดการสั่งซื้อน้ำมันดิบจากต่างประเทศแล้วหันมาเติมเต็มด้วยเนื้อน้ำมันจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ ถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณและการคลังครั้งสำคัญของไทย โดยสร้างผลดีในเชิงลึก 3 ด้าน ได้แก่

1.ช่วยปกป้องค่าครองชีพ เมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าปุ๋ยจนเกิดเงินเฟ้อในประเทศ การลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและเติมพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้เองเข้ามาทดแทน ทำให้โครงสร้างราคาพลังงานในประเทศมีความเป็นอิสระและอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกโลกน้อยลง รัฐบาลสามารถควบคุมดูแลค่าครองชีพของประชาชนได้ง่ายขึ้น

จะเห็นได้จากในอดีตภาครัฐต้องควักเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปชดเชยน้ำมันนำเข้าราคาแพงอย่างไร้ทิศทาง การปรับมาสนับสนุนการใช้ B20 และ E20 จะช่วยเปลี่ยนเม็ดเงินอุดหนุนเหล่านั้นให้กลับมาไหลเวียนอยู่ภายในประเทศ เงินทุกบาทไม่ได้หายไปในตะวันออกกลาง แต่ตกสู่มือเกษตรกรและโรงงานสกัดไทย ซึ่งจะเกิดการจับจ่ายใช้สอย เสียภาษี และหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ของรัฐในรูปแบบภาษีต่อไปในระยะยาว

2.ลดความเสี่ยงจาก “อัตราแลกเปลี่ยน” เนื่องจากการซื้อน้ำมันดิบต้องชำระด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นหลัก ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่ทำให้เงินดอลลาร์ผันผวนและแข็งค่า การลดนำเข้าน้ำมันดิบจึงช่วยลดภาระที่ไทยต้องนำเงินบาทไปแลกดอลลาร์ราคาแพง เป็นการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และป้องกันการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการสกัดกั้น “เงินเฟ้อนำเข้า”

และ 3.ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) เพราะเชื้อเพลิงชีวภาพมีคุณสมบัติเด่นในการเผาไหม้ที่สมบูรณ์กว่าน้ำมันฟอสซิล ซึ่งเป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนไทย ช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณสาธารณสุขในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจได้มหาศาล

ท้ายที่สุด แม้น้ำมันชีวภาพจะมีราคาสูง แต่ประโยชน์จากการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ จะสะท้อนกลับไปสู่ภาคการเกษตรอันเป็นรากแก้วของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม “เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน” อีกทั้งเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง รวมถึงในภาพรวมของธุรกิจ ยุทธศาสตร์นี้จะมีส่วนช่วยภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและพลังงานชีวภาพในประเทศ (Agro-Energy Industry) เกิดการจ้างงานและการลงทุนที่สูงขึ้น ช่วยให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เคยต้องจ่ายให้แก่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันดิบ เปลี่ยนมาเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการภายในประเทศ ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมมีความพร้อมและภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่ว่ากระแสลมแห่งความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะพัดพาไปในทิศทางใดก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...