บรรจุภัณฑ์ระส่ำ
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
สถานการณ์สหรัฐกับอิหร่าน นอกจากทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันยังมีผลรุนแรงต่อวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์หรือแพ็กเกจจิ้ง นายปิยวงศ์ ศรีแสงนาม เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) เผยว่า ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการอาหารหลายรายเริ่มมองหาแหล่งผลิตใหม่ โดยเฉพาะจากจีน เนื่องจากบางกรณีสามารถส่งมอบสินค้าได้เร็วกว่า ราคาถูกกว่า และมีความยืดหยุ่นด้านการผลิตมากกว่าผู้ผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในประเทศบางรายกำหนดขั้นต่ำการผลิตค่อนข้างสูง เช่น ต้องสั่งผลิตตั้งแต่ 10,000 ชิ้นขึ้นไป ขณะที่ผู้ประกอบการอาหารบางรายต้องการใช้เพียง 3,500 ชิ้น หรือ 1,000 ชิ้น ทำให้ไม่สามารถสั่งผลิตได้ หรือได้ราคาที่ไม่เหมาะสมกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ผู้ผลิตจากจีนบางรายสามารถรับผลิตในปริมาณที่ต่ำกว่า และยังมีราคาถูกกว่าประมาณ 20% ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มพิจารณาทางเลือกจากต่างประเทศมากขึ้น และอาจต้องปรับตัวด้านราคา และยังพบว่าภาคเอกชนเริ่มประเมินผลกระทบจากค่าแรงที่มีแนวโน้มปรับขึ้น หลายบริษัทเริ่มพิจารณาลงทุนเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติมากขึ้น
นางสาวกรกฎ บุตรอากาศ อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตสับปะรด กล่าวว่า ผู้ผลิตสับปะรดกระป๋องอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ต้นทุนในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากแผ่นเหล็ก ซึ่งคิดเป็นต้นทุนประมาณ 30-40% ของต้นทุนสับปะรดกระป๋อง โดยปกติผู้ผลิตจะเจรจาคำสั่งซื้อล่วงหน้ากับลูกค้าประมาณ 3-6 เดือน
โดยคำสั่งซื้อไตรมาส 3 มีการเจรจาและตกลงราคาไปแล้ว หากต้นทุนผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นระหว่างทางจากสถานการณ์ปัจจุบัน การขอปรับราคากับลูกค้าทำได้ยาก เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ยอมปรับขึ้นราคา ต้นทุนที่ขึ้นผู้ผลิตจึงเป็นผู้ที่ต้องแบกรับทั้งหมด และนอกจากกระป๋องจะขึ้นแล้วยังมีเรื่องเยื่อกระดาษที่ปรับขึ้นแล้ว 10-15%
อย่างไรก็ดีภาพรวมอุตสาหกรรมไม่ได้ขาดออร์เดอร์ ตรงกันข้ามความต้องการสินค้าอาหารยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหารแปรรูปและอาหารกระป๋องซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในช่วงวิกฤต แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกก็ยังต้องเผชิญปัญหา คือ ธุรกิจอาหารจำนวนมากทำสัญญาขายล่วงหน้า แต่เมื่อราคาน้ำมัน ค่าระวาง แพ็กเกจจิ้ง และวัตถุดิบขยับขึ้นในระหว่างทาง ผู้ผลิตจึงไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนได้ทัน
ในปัญหาเดียวกันนี้ก่อนหน้านี้บริษัท Calbee, Inc. หรือ “Calbee” ประกาศปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้า14 รายการ โดยจะใช้สีหมึกพิมพ์เพียง 2 สี และจะออกวางจำหน่าย ตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป โดยไม่กระทบคุณภาพของสินค้าเป็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และยังคงมุ่งมั่นในการรักษาการจัดหาสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าผลกระทบกำลังขยายตัวออกไป โดยภาคเอกชนพยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ภาครัฐน่าจะต้องพิจารณาหนทางช่วยเหลือ เพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภค
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บรรจุภัณฑ์ระส่ำ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net