โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

HOT POT จากตำนานสุกี้พันล้าน สู่วันประกาศเลิกกิจการปี 67

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ส.ค. 2567 เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2567 เวลา 08.09 น.

HOT POT ผู้สุกี้หม้อไฟรายได้ 1,000 ล้านบาท ในตลาดหุ้น สู่การปิดตำนาน 20 ปี เลิกกิจการ พบขาดทุนสะสม-ตลาดบุฟเฟ่ต์แข่งเดือด

HOT POT (ฮอทพอท) บุฟเฟ่ต์สุกี้หม้อไฟเจ้าดัง ประกาศปิดกิจการอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ (22 ส.ค.67) หลังจากช่วงกลางปีที่ผ่านมา เหลือเปิดดำเนินการเพียง 2 สาขา คือ สาขาเซ็นทรัล อุดรธานี และเดอะมอลล์ โคราช

โดยระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2566) บมจ. เจซีเค ฮอทพิทอลลิตี้ (JCKH) เจ้าของฮอทพอท ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ดังนี้

  • ปี 2562 รายได้รวม 1,397 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 158 ล้านบาท
  • ปี 2563 รายได้รวม 701 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 142 ล้านบาท
  • ปี 2564 รายได้รวม 443 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 340 ล้านบาท
  • ปี 2565 รายได้รวม 543 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 227 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้รวม 397 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 108 ล้านบาท

หากย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน ฮอทพอท ติดท็อปร้านดัง สะท้อนจากปีแรกที่เข้าตลาด mai เมื่อปี 2555 มี 117 สาขา ทำรายได้ 1.9 พันล้านบาท และกำไร 23 ล้านบาท

โดย ฮอทพอท เริ่มต้นจากสุกี้ชาบู รูปแบบ A La Carte ใช้ชื่อสาขาแรกว่า “โคคาเฟรช สุกี้” ที่ห้างตะวันออกคอมเพล็กซ์ จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มครอบครัว ภายใต้พื้นที่บริหารจัดการประมาณ 300 ตารางเมตร ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นร้านสุกี้ร้านเดียวที่ขึ้นชื่อในจังหวัดฉะเชิงเทรา

ต่อมาได้ขยายสาขาในห้างตามจังหวัดต่างๆ เช่น สระบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ กำแพงเพชร และพิษณุโลก เป็นต้น

โดยรูปแบบการขยายสาขาในขณะนั้นดำเนินการโดยจัดตั้งบริษัทต่างๆ เพื่อควบคุมร้านสาขาในแต่ละภูมิภาค

ก่อนในปี 2544 บริษัทได้เปลี่ยนแบรนด์ร้านอาหารจาก “โคคาเฟรช สุกี้” มาเป็น “ฮอท พอท สุกี้ ชาบู เรสโตรองต์”

และในปี 2547 ได้ตั้งบริษัท ฮอทพอท จำกัด ขึ้นมา สะท้อนการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารเป็นแบบรวมศูนย์ รวมถึงเพิ่มทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท ทำให้มีทุนจดทะเบียน 56 ล้านบาท

หลังจากนั้น ช่วงรุ่งโรจน์ขีดสุด ได้มาถึงฮอทพอท หลังจากเปลี่ยนรูปแบบร้านอาหารเป็นอินเตอร์บุฟเฟ่ต์

ต้องยอมรับว่าในสมัยนั้น บุฟเฟ่ต์อินเตอร์ คู่แข่งไม่มาก และฮอทพอทก็เข้ามาก่อนใคร ด้วยราคาเดียว (One Price) และความคุ้มค่า รวมไปถึงกลยุทธ์เข้าไปในศูนย์การค้าใหญ่ อาทิ เซ็นทรัล พระรามสอง ทำให้ผลตอบรับดี

จนในปี 2555 บริษัทฯ ได้เข้าจดในตลาด mai และในปีต่อมาได้ซื้อ บมจ. ไดโดมอน เข้ามา ทำให้ฮอทพอทเป็นมีร้านอาหารที่ตดทะเบียนในตลาดหุ้นถึง 2 บริษัทฯ

อย่างไรก็ดี จากการแข่งขันของตลาดร้านอาหารที่ดุเดือด ทำให้ตั้งแต่ปี 2558 บริษัทฯ เริ่มประสบผลขาดทุน โดยเริ่มปิดสาขา จำนวน 12 สาขา และเหลือ 143 สาขา ณ สิ้นปี 2558

ทั้งนี้ HOTPOT มีความพยายามในการขยายสาขาไปยังลาว (ปัจจุบันปิดการขายแล้ว) และขายน้ำจิ้มไปยัง 600 สาขาในโลตัส (เลิกขายแล้ว)

จนเมื่อปี 2559 ได้เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ นายอภิชัย เตชะอุบล ได้เข้ามาถือหุ้น จำนวน 65,900,000 หุ้น (ร้อยละ 16.23 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด) และ บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ชื่อเดิม บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) จำนวน 9,100,000 หุ้น (ร้อยละ 2.24 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด)

และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ บมจ. ฮอทพอท สู่ บมจ. เจซีเค ฮอทพิทอลลิตี้ (JCKH) เพื่อสะท้อนจากขยายแบรนด์ร้านอาหารที่มากกว่าบุฟเฟต์ อาทิ ทูมาโท้ อิตาเลี่ยน คิทเช่น

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...