สืบค้น กรณี 'ธงช้างเท้าชี้ฟ้า' | ธงทอง จันทรางศุ
วันเวลาที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ เพิ่งผ่านพ้นวันที่ระลึก วันพระราชทานธงชาติไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กันยายนของทุกปี มาได้เพียงไม่กี่วัน
เพื่อให้เหมาะกับวาระ
ผมขออนุญาตพูดเรื่องกำเนิดของธงชาติไทยไว้ในที่นี้สักครั้งหนึ่งนะครับ
ทุกท่านทราบดีตั้งแต่เราเป็นเด็กเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนชั้นประถมแล้วว่า เรื่องการมีธงชาตินั้นเป็นคติทางฝ่ายประเทศตะวันตก
ฝรั่งนั้นเขาชักธงแสดงความเป็นเครื่องหมายบ่งถึงบ้านเมือง กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เมื่อเราคบค้ากับชาติตะวันตก จำเป็นอยู่เองที่เราต้องอนุวัติหรืออนุโลมตามประเพณีเช่นนั้น
เริ่มตั้งแต่ใช้ธงพื้นแดงตลอดทั้งผืนสมมุติว่าเป็นธงของชาติเราเป็นเบื้องต้น
ต่อมาก็เติมรูปช้างเผือกเข้าไปไว้ที่กลางผืนผ้าสีแดงนั้น เพราะเราถือว่าช้างเป็นสัตว์มงคลยิ่งของบ้านเมือง
และข้อสำคัญคือในรัชกาลที่สอง ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึงสามเชือก
ตั้งแต่นั้นมาบ้านเราก็ใช้ธงรูปช้างเผือกเป็นธงชาติสืบมานานปี
และคุณครูก็บอกเราอีกนั่นแหละว่า มาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนจากธงช้างเผือกมาเป็นธงไตรรงค์ มีสีแดงขาวน้ำเงินขาวแดงเป็นริ้วสลับกันอย่างที่เรารู้จักกันอยู่แล้วในทุกวันนี้
วันที่พระราชทานให้เปลี่ยนจากธงช้างเผือกมาใช้ธงไตรรงค์นั้น เป็นวันที่ 28 กันยายน พุทธศักราช 2460 นับถึงปีนี้ก็ 107 ปีเข้าไปแล้ว
ข้อความที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในทางวิชาการและมีพยานหลักฐานชัดเจน
แต่นอกจากนั้นแล้ว ยังมีเรื่องสำนวนที่เล่าขานกันมาอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับมูลเหตุที่ทำให้ในหลวงรัชกาลที่หก พระองค์ท่านทรงคิดจะเปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์ แทนที่จะเป็นธงช้างเผือกอย่างเดิม
เรื่องเล่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ปรากฏอยู่ในบันทึกของข้าราชบริพารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในรัชกาลที่หก ท่านมีนามว่า จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช)
ถ้าจะอธิบายให้คนยุคนี้เข้าใจชัดเจนก็ต้องเสริมความว่า ท่านเป็นคุณอาของอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช
ท่านจมื่นอมรฯ ได้เขียนบันทึกความทรงจำขึ้นขึ้นเมื่อท่านมีอายุมากแล้ว เป็นงานเขียนที่ตีพิมพ์ในหนังสือวชิราวุธานุสรณ์สาร พุทธศักราช 2496
โดยท่านเล่าว่า ในวันที่ 13 กันยายน พุทธศักราช 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสเมืองอุทัยธานี ในวันดังกล่าว ได้ทอดพระเนตรเห็นบ้านเรือนราษฎรที่มีฐานะยากจนหลังหนึ่งมีธงช้างขนาดเล็กติดไว้เด่นชัด ส่วนเจ้าของบ้านและครอบครัวพากันมาเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ด้วยสีหน้าปีติยินดี
แต่ที่ผิดปกติไปอย่างหนึ่งคือ
“จะเป็นด้วยความรีบร้อนจนหมดโอกาสพิจารณาหรือสะเพร่าไม่ทันสังเกต หรือโง่เขลาปัญญาอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้อะไรสักอย่างหนึ่งก็ตาม ธงชาติรูปช้างผืนนั้นปลิวสะบัดอยู่ในลักษณะช้างนอนหงาย เอาสี่เท้าชี้ฟ้าอยู่ โดยเจ้าของบ้านจะแสดงกิริยาแปลกประหลาดหรือรู้ตัวสักนิดก็หาไม่”
จมื่นอมรฯ ท่านเล่าต่อไปว่า เหตุการณ์คราวนั้นเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีพระราชดำริเปลี่ยนธงชาติสยามจากธงช้างที่ใช้กันมาแต่เดิมเป็นธงไตรรงค์
งานเขียนที่ท่านเขียนขึ้นชิ้นนี้เองที่เป็นหลักฐานที่มีการบอกเล่ากันต่อไปอีกหลายทอด และเป็นเรื่องที่พูดกันอยู่เสมอเมื่อพูดถึงธงชาติของเมืองไทย
หลายปีก่อน ผมได้รับความกรุณาจากทางราชการจังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นผู้ไปบรรยายเรื่องธงไตรรงค์ ซึ่งผู้เชิญคงหมายใจให้ผมพูดถึงเหตุการณ์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ประกอบกับคุณปู่ของผมเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยรับราชการเป็นผู้ว่าราชการที่จังหวัดอุทัยธานีเสียด้วย เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ตรงกันกับพุทธศักราช 2459 พอดี บางทีผมอาจจะมีเกร็ดเล็กเล็กน้อยที่เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาในครอบครัวเล่าเสริมความอีกได้บ้างกระมัง
ในปี 2459 นั้น คุณปู่ของผมมีบรรดาศักดิ์และราชทินนามที่ พระยาพิไชยสุนทร ซึ่งราชทินนามนี้เป็นราชทินนามสำหรับตำแหน่งเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีอยู่เสมอ ใครมาเป็นเจ้าเมืองอุทัยธานีก็ต้องเป็นพระยาพิไชยสุนทรทุกคนไป
เมื่อใกล้ถึงวันที่รับเชิญไปพูดที่อุทัยธานี ผมรีบทำการบ้านเป็นการใหญ่ เพราะอยากมีข้อมูลว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านเสด็จไปอุทัยธานีคราวนั้น พระองค์ท่านเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจอะไรบ้าง เผื่อว่าจะได้นำมาใช้ประโยชน์เป็นเรื่องเล่าขยายความ ให้คนฟังผู้เป็นชาวอุทัยธานีได้ร่วมกันชื่นชมยินดีด้วย
นึกในใจว่าเวลาพูด 1 ชั่วโมง จะพูดวนไปวนมาเรื่องธงอย่างเดียวอย่างไรได้ เราควรจะขยายความไปพูดถึงเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกันบ้างสิน่า
พอลงมือค้นไป คราวนี้ก็สนุกเลยครับ
เพราะเอกสารข่าวในพระราชสำนัก ที่ปรากฏในหนังสือราชกิจจานุเบกษาฉบับวันที่ 17 กันยายน พุทธศักราช 2459 แจ้งรายละเอียดพระราชกิจรายวันในวันที่ 13 กันยายน ว่า
“วันนี้เวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังสนามฟุตบอลสโมสรเสือป่า ทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างสโมสรฟุตบอลกรมมหรสพ กับสโมสรฟุตบอลกระทรวงยุติธรรม เมื่อเสร็จการแข่งขันแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยหลวงใหญ่สำหรับกรมมหรสพซึ่งเป็นพวกที่ชนะในการแข่งขันฟุตบอลสำหรับถ้วยหลวงใหญ่ปีนี้ เมื่อพระราชทานรางวัลเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับทอดพระเนตรกระบวนแห่ถ้วยหลวงใหญ่ แห่ถ้วยไปยังสโมสรสถานกรมมหรสพ”
เอ! แล้วคราวนี้อย่างไรล่ะครับ วันที่ 13 กันยายนที่ท่านจมื่นอมรฯ ท่านบันทึกไว้ข้างต้น ว่าในหลวงเสด็จอุทัยธานี เกิดคลาดเคลื่อนเสียแล้ว พระองค์ท่านอยู่กรุงเทพฯ แท้ๆ
ลองตามต่อไปดูสักหน่อยสิว่า ในเดือนกันยายนปีนั้น ท่านเสด็จไปอุทัยธานีบ้างหรือไม่
ราชกิจจานุเบกษาฉบับเดียวกัน มีข่าวในพระราชสำนักปรากฏว่า วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยทางชลมารคจากท่าวาสุกรี ประพาสมณฑลกรุงเก่าและมณฑลนครนครสวรรค์
ผมเริ่มเห็นความเป็นไปได้ว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสมณฑลทั้งสอง พระองค์ท่านน่าจะได้เสด็จประพาสจังหวัดอุทัยธานีด้วย
และอาจเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์เรื่องธงช้างเท้าชี้ฟ้านั้น อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว การจดบันทึกที่คลาดเคลื่อนไปไม่กี่วัน แต่สถานที่ยังถูกต้องอยู่ มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง
คราวนี้ผมก็ไปค้นต่อ ค้นจากไหนหรือครับ ค้นจากหนังสือวชิราวุธานุสรณ์สาร ฉบับประจำเดือนเมษายน พุทธศักราช 2560 ซึ่งได้เชิญจดหมายเหตุรายวันในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่องเสด็จประพาสมณฑลกรุงเก่าและมณฑลนครสวรรค์ พ.ศ.2459 มาพิมพ์ไว้โดยละเอียดตั้งแต่วันแรกที่เสด็จจากพระนครไป จนกระทั่งวันที่เสด็จกลับมาถึงพระนครในวันที่ 28 กันยายน พุทธศักราช 2459
อ่านดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีวันใดเวลาใดที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดอุทัยธานีในเดือนกันยายนปีนั้นเลย
นอกจากนั้น สำหรับช่วงเวลาที่เสด็จประพาสมณฑลนครสวรรค์ในเดือนกันยายน พุทธศักราช 2459 ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏหลักฐานในสมุดประวัติรับราชการของคุณปู่ว่า ท่านได้ขึ้นไปช่วยราชการพิเศษในการสร้างพลับพลารับเสด็จสำหรับประทับแรมที่จังหวัดชัยนาท
ราชการการสร้างพลับพลาคราวนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสมประโยชน์ของทางราชการ
เรื่องการไปช่วยการสร้างพลับพลาที่เมืองชัยนาทนี้ น่าจะประกอบการสันนิษฐานได้มั่นคงเพิ่มขึ้นว่า การเสด็จพระราชดำเนินคราวนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวย่อมไม่มีหมายกำหนดการที่จะเสด็จประพาสจังหวัดอุทัยธานีเป็นแน่
เพราะถ้ามีจริงเช่นนั้นแล้ว ที่ไหนเลยเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีจะทิ้งเมืองของตัวเองมาช่วยก่อสร้างพลับพลาอยู่ที่จังหวัดชัยนาทได้
ตามหลักฐานที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง นิราศมะเหลเถไถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นนิราศแถลงเรื่องเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคในมณฑลอยุธยาและนครสวรรค์ ในพุทธศักราช 2465 แต่ในพระราชนิพนธ์ดังกล่าวก็มิได้มีข้อความตอนใดที่กล่าวถึงเรื่องธงช้างหรือธงไตรรงค์ไว้เป็นการเฉพาะ
และในปี 2465 คุณปู่ผมก็ย้ายไปรับราชการอยู่จังหวัดอื่นแล้วด้วย
ที่ผมหยิบเรื่องนี้มาเล่าเสียยืดยาวคราวนี้ ในมุมหนึ่งก็อาจจะมองว่าเป็นการแก้เนื้อแก้ตัวแทนคุณปู่ของของตัวเองว่า ท่านไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ปล่อยให้มีการประดับธงช้างเท้าชี้ฟ้าจนทอดพระเนตรเห็นดังเรื่องเล่าที่ปรากฏแต่อย่างใด
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผู้ว่าราชการจังหวัดคือปู่ผมก็ควรจะขายหน้าอยู่ไม่ใช่น้อย จริงไหมครับ
เมื่อผมแก้คดีให้คุณปู่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ควรเตือนใจตัวเองต่อไปอีกว่า เรื่องเล่าของท่านจมื่นอมรดรุณารักษ์นั้น ท่านเขียนขึ้นหลังเหตุการณ์พุทธศักราช 2459 นานถึงสามสิบปีเศษ
ผมแน่ใจเต็มร้อยว่าท่านไม่ได้ตั้งใจที่จะกล่าวโทษจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และมีความเป็นไปได้มากที่ในหลวงรัชกาลที่หกจะได้ทอดพระเนตรเห็นธงช้างในลักษณะชักธงกลับหัวดังที่พระองค์ท่านเล่ามา ในคราวใดคราวหนึ่งระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินต่างจังหวัด
ส่วนจะเป็นจังหวัดใด และเมื่อใดนั้น ต้องทิ้งไว้เป็นเครื่องหมายคำถามต่อไป
เรื่องนี้สอนใจอะไรเราได้บ้าง
ข้อแรก ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ผ่านไปนานปี แม้ผู้พบเหตุการณ์เองก็อาจมีความทรงจำที่ลบเลือนคลาดเคลื่อนไปได้เป็นธรรมดา ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ ลองถามตัวเราเองเถิด ว่าเหตุการณ์จริงที่ผ่านมาในชีวิตของเรา เราจำรายละเอียดได้ทุกเม็ดทุกประเด็นจริงหรือ
ข้อสอง เมื่อเราเห็นหลักฐานอะไรก็แล้วแต่หนึ่งชิ้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ตามเอกสารนั้นถูกต้องแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไปสอบทานดูเอกสารหลายอย่างแล้ว รับรองถูกต้องตรงกัน อย่างนั้นก็พอสบายใจได้ แต่ถ้าอ่านเอกสารหลายชิ้นประกอบกันเข้าแล้ว ก็จะพบกรณีศึกษาอย่างที่ผมเล่ามาข้างต้น
สมัยนี้อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ ครับ ขนาดเป็นคลิปส่งมาในกลุ่มไลน์ เห็นคนโน้นคนนี้ที่ผลประโยชน์ขัดกันตายไป อ้าว! ไปยืนร้องเพลงอยู่ด้วยกันเสียแล้ว เอ๊ะ! เป็นไปได้อย่างไร
AI ร้องทั้งนั้นครับ
แถมท้ายอีกหน่อยว่า หลายคนที่อยู่ในวัยเดียวกันกับผม มักจะถูกเอไอต้มเสียสุก หรือไม่ฉะนั้นก็เชื่อภาพเก่าที่มาวนเวียนโพสต์ใหม่ว่าเป็นเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เพราะเป็นข้อมูลที่ถูกจริตถูกใจเสียเหลือเกิน เห็นแล้วต้องรีบแชร์
น่าสงสารทั้งคนที่แชร์หรือส่งต่อ รวมทั้งผมซึ่งต้องทนอ่านอีก 500 รอบด้วย อนิจจา
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สืบค้น กรณี ‘ธงช้างเท้าชี้ฟ้า’ | ธงทอง จันทรางศุ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com