โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ แนท-นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ผู้ก่อตั้ง Carbonwize แพลตฟอร์มวัด Carbon Footprint รายแรกของไทย

TODAY

อัพเดต 20 ก.ย 2567 เวลา 01.13 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2567 เวลา 19.07 น. • workpointTODAY

‘เงินเฟ้อ ของแพง น้ำท่วม ไฟไหม้ป่า’ ล้วนเป็นผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดจาก ‘ภาวะโลกร้อน’ ทั้งสิ้น ความรุนแรงของมันได้กลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงถึงขนาดที่ผู้นำประเทศทั่วโลกตื่นตัวและพากันออกข้อบังคับเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ อุณหภูมิของโลกจะไม่เพิ่มขึ้นไปมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

ประเทศไหนทำอะไรบ้าง? เริ่มกันที่ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก อย่าง ‘จีน’ กำลังลงทุนเรื่องพลังงานหมุนเวียนถึง 360,000 เหรียญสหรัฐ ด้านสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับที่ 2 ของโลก ออกนโยบาย Clean Competition Act (CCA) ซึ่งจะเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูง โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ เชื้อเพลิงฟอสซิล ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ปุ๋ย ไฮโดรเจน เอทานอล กรดอะดิพิก ซีเมนต์ กระจก อลูมิเนียม เหล็กและเหล็กกล้า รวมถึงกระดาษและเยื่อกระดาษ ซึ่งนี้จะบังคับใช้ในปี 2024

ฟากสหภาพยุโรป ก็ออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon border Adjustment Mechanism: CBAM) โดยกำหนดให้ธุรกิจ 7 กลุ่ม ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน และสินค้าปลายน้ำบางรายการ เช่น สกรู และน็อตที่ทำจากเหล็ก รวมถึงสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Indirect Emissions) จำเป็นต้องรายงานการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อป้องกันการรั่วไหลของสินค้าคาร์บอนสูงเข้ามายังสหภาพยุโรป จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2026

ประเทศไทยก็ใช่ว่าจะไม่ตื่นตัว เห็นว่ากำลังผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. โลกร้อน ที่จะสนับสนุนให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2040

หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้บังคับใช้ ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวน 14 อุตสาหกรรมอาจต้องเผชิญกับต้นทุนในการวัด Carbon Footprint ระบบขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระบบภาษีคาร์บอน

แนท-นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ้วทรี เทคโนโลยี จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Carbonwize

ท่ามกลางความท้าทายที่ธุรกิจในประเทศไทยกำลังจะต้องเริ่มจริงจับกับการจัดการ Carbon Footprint ซึ่งเป็นการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งทางตรงและทางอ้อมจากองค์กร บุคคล ผลิตภัณฑ์หรือบริการ แนท-นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์บอนไวซ์ จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Carbonwize กลับมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ใน Pain Point ของธุรกิจในไทยที่ต้องการสร้างการเติบโตทางธุรกิจโดยที่ Carbon Footprint ไม่โตตาม

เกิดเป็น Carbonwize (คาร์บอนไวซ์) สตาร์ทอัพฝีมือคนไทยผู้พัฒนาแพลตฟอร์มประเมิน Carbon Footprint ในรูปแบบ One-stop service ให้บริการการจัดการ Carbon Footprint ครบวงจร ตั้งแต่การบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม บริการแพลทฟอร์มจัดการก๊าซเรือนกระจก และบริการจัดหาผู้ทวนสอบในระดับประเทศและอินเตอร์เนชันแนล

แนท-นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ้วทรี เทคโนโลยี จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Carbonwize

เปิดโลก Carbon Footprint

ถ้าไม่ใช่การตัดสินใจเปิดโอกาสให้ตัวเองไปเรียนต่อปริญญาโทด้านธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์ เธอคงไม่ได้เห็นโลกอีกใบที่จริงจังและให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘ความยั่งยืน’

“แทบไม่เชื่อว่าที่สิงคโปร์เรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องที่เขาพูดกันเป็นปกติ เหมือนมันเป็นวิถีชีวิตของพวกเขาไปแล้ว เขาทำเรื่องนี้กันมานานถึงขั้นมีแผนในการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน 10 ปี ค.ศ. 2021-2030 (Singapore Green Plan หรือ SGP) ในขณะที่ประเทศไทยแทบไม่ได้ยินใครพูดเรื่องนี้เลย ทั้งที่ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องของทุกคน เลยมองว่า น่าจะเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับประเทศไทย มันควรจะมีเครื่องมือสักอย่างที่ทำให้เรื่องของคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นสำหรับคนทั่วไป จึงเริ่มค้นคว้าว่าการทำ Carbon Footprint ทำอย่างไร ทำไมคนถึงยังไม่ค่อยทำกัน”

เธอบอกว่าตอนเริ่มธุรกิจในปี 2565 ประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มประเมิน Carbon Footprint ในขณะที่ฝั่งยุโรปแพลตฟอร์มลักษณะนี้มียูนิคอร์นเกิดขึ้นแล้ว

ทำไมธุรกิจให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint

นัชชา อธิบายว่า Carbon Footprint คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาเป็นฐานหลักในการคำนวณ หากธุรกิจไหนวัดแล้วมีปริมาณการปล่อยคาร์บอนมาก หมายความว่า องค์กรนั้นกำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้น

เธอบอกว่าแย่กว่าการไม่รู้ว่า Carbon Footprint คืออะไร แต่คือการที่ธุรกิจไม่เข้าใจว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อธุรกิจเขาอย่างไร

“มันอาจต้องคุยลงลึกไปในแต่ละธุรกิจว่ามันส่งผลกระทบต่อเขาอย่างไรบ้าง ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากของเราเช่นกัน อย่างธุรกิจส่งออก เรื่องข้อกำหนดกฎหมายมันจะบีบให้เขาทำเรื่อง Carbon Footprint จริงจัง ไม่เช่นนั้นก็โดนภาษีแพงกว่าหรือไม่ก็ตัดโอกาสส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้น”

“วันนี้คุณอาจจะคิดว่าธุรกิจไม่ได้ส่งออกต่างประเทศ แต่ต่อไปในอนาคตเรื่องของการจัดซื้อ จัดจ้าง จะไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาอย่างเดียว เทียบการส่งออกข้าวระหว่างประเทศไทยกับเวียดนาม ตอนนี้เวียดนามเขาไม่ได้แข่งราคากับประเทศไทยแล้ว แต่เขาแข่งกันที่ Low Carbon Rice ราคาเขาได้ และคาร์บอนต่ำกว่าด้วย มันกลายเป็นเรื่องของศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ”

“ต่อจากนี้ไปทุกอย่างจะถูกวัดกันที่ Carbon Footprint เช่น โรงงานผลิตน้ำดื่ม คุณผลิตขวดน้ำสองขวดจำนวนกรัมเท่ากัน แต่จะชี้ขาดที่ว่า Carbon Footprint เจ้าไหนน้อยกว่า อย่างเรามีลูกค้าโรงแรม ต่อไปนี้เขาจะเลือกสั่งสบู่ แชมพู และสินค้าสำหรับให้บริการลูกค้าของโรงแรมเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก เพราะ Carbon Footprint น้อยกว่าตั้งแต่ต้นน้ำ เมื่อมาใช้ในโรงแรมก็ไม่ทำลายน้ำ เทรนด์ของผู้บริโภคก็พร้อมที่จะสนับสนุนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เท่ากับว่าธุรกิจไหนที่ไม่ปรับเปลี่ยนหาโปรดักส์ที่เป็นออแกนิก ก็จะมีโอกาสถูกแย่งมาร์เก็ตแชร์”

“อีกประเด็นที่อยากให้คิดคือ ถ้าวันหนึ่งคุณวางแผนเป็น Net Zero แต่คุณยังไม่รู้ว่าธุรกิจปล่อย Carbon Footprint เท่าไร เพราะระหว่าง 50,000 ตัน กับ 100,000 ตัน การวางกลยุทธ์เพื่อลด Carbon Footprint ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่กลยุทธ์แต่ยังทำให้รู้ด้วยว่าต้นทุนในการจะไปให้ถึงเป้าหมายคือเท่าไร ระยะเวลาที่จะทำได้จริง และจะเอาเงินส่วนนั้นมาจากตรงไหน หรือจะหาเพื่อนร่วมทางเป็นใคร”

“Carbon Footprint ควรเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การธุรกิจ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโตโดยไม่ทำให้ Carbon Footprint โตตาม มันจะกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเลยว่าธุรกิจคุณจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ยิ่งถ้ามองจากมุมของนักลงทุน นี่คือส่วนสำคัญ ที่นักลงทุนมอง เขาไม่ได้ดูเรื่องการเงินอย่างเดียวแล้วแต่ดูเรื่องความยั่งยืนของธุรกิจด้วย

แนท-นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ้วทรี เทคโนโลยี จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Carbonwize

Carbonwize แพลตฟอร์มประเมิน Carbon Footprint ที่จะช่วยธุรกิจบรรลุเป้าหมาย Net Zero

“จริงๆ การทำ Carbon Footprint มันคล้ายกับการทำสรุปงบประมาณการเงินประจำปี” นัชชา กล่าว พร้อมบอกถึงจุดเด่นของแพลตฟอร์มประเมิน Carbon Footprint ของ Carbonwize ว่าไม่เพียงช่วยติดตามและจัดทำรายงานตามมาตรฐานด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้อีกด้วย

จุดเด่นของแพลตฟอร์มเราอยู่ที่ Magic Template เป็นการนำสูตรการคำนวน Carbon Footprint มาใส่ในแพลตฟอร์ม ช่วยลดความซับซ้อนของสารพัดขั้นตอนยุ่งยากในการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งองค์กร ทำให้การเก็บข้อมูล Carbon Footprint เป็นระบบ และสอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก”

“เกิดจากการศึกษาของทีมว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนจะมีอะไรบ้างที่ปล่อยออกมาเป็น Carbon Footprint และจะต้องรีพอร์ตเรื่องอะไรบ้าง ทำออกมาเป็นเช็กลิสต์ให้สามารถเก็บข้อมูลได้ง่าย เช่น เสิร์ชว่า Carbon Footprint ของน้ำเสีย Carbon Footprint ไฟฟ้า Carbon Footprint คอมพิวเตอร์ ก็จะเจอสูตรการคำนวนในแพลตฟอร์มเลย เมื่อกรอกข้อมูลที่เราได้มาระบบก็จะคำนวนออกมาให้อัตโนมัติออกมาเป็น Carbon Footprint”

นัชชา ยังบอกด้วยว่า แพลตฟอร์มประเมิน Carbon Footprint ถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับธุรกิจที่เริ่มต้นทำเรื่อง Carbon Footprint ทำให้ประสบการณ์การประเมิน Carbon Footprint ทำได้ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ

“เรามีทีมให้คำปรึกษากับบริษัทที่อยากวางแผนลด Carbon Footprint ทุกวันนี้พอพูดเรื่องกรีน มันจับต้องไม่ได้ ไม่สามารถเขียนเป็นนโยบายได้ แต่ระบบของเราสามารถคำนวน Carbon Footprint และชี้ชัดได้ว่าสัดส่วนไหนในการดำเนินธุรกิจสร้าง Carbon Footprint มากที่สุด ข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำไปวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ๆ ได้ เช่น การเปลี่ยนเป็นหลอดประหยัดไฟลดค่าใช้จ่ายระยะยาวอย่างไรและลด Carbon Footprint ได้เท่าไร สุดท้ายแล้วรายงานด้านความยั่งยืนที่มีข้อมูลครบถ้วนยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในและนอกองค์กรอีกด้วย”

“การที่แพลตฟอร์มของเราช่วยคำนวน Carbon Footprint ให้กับองค์กรได้ มันเหมือนเป็นการจุดประกายเล็กๆ ที่ทำให้ผู้บริหารเห็นความสำคัญของเรื่องนี้” นัชชา กล่าว

แนท-นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ้วทรี เทคโนโลยี จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Carbonwize

ธุรกิจที่ควรต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้!

นัชชา เล่าว่าตอนเริ่มต้นธุรกิจ เธอวิ่งหากลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้วโดยกฎหมายบังคับก่อน ได้แก่ กลุ่มส่งออกที่ต้องค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปยุโรป และอีกกลุ่มคือกลุ่มที่เป็นบริษัทจดทะเบียน เพราะมีทาง กลต. บังคับอยู่

“แต่ถ้าถามตอนนี้มองว่าทุกธุรกิจควรจะเริ่มต้นทันที เพราะถึงจะไม่ได้เป็นโรงงานอุตสาหกรรม และไม่ได้ปล่อย Carbon Footprint เยอะเท่ากับภาคการผลิต แต่ในทุกขั้นตอนการทำงานในบริษัท การใช้น้ำ ใช้ไฟ ล้วนเป็นกิจกรรมที่ปล่อย Carbon Footprint ถ้าเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างสุดท้ายแล้วตัวเราเองนั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้รับผลกระทบ ทุกวันนี้ค่าน้ำมันแพงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูง นั่นเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทั้งนั้น”

เมื่อถามว่าอยากเห็นอุตสาหกรรมไหนทำเรื่องนี้จริงจัง เธอบอกว่า ‘ภาคการเกษตร’

“ส่วนตัวมองว่าภาคการเกษตรส่งผลกระทบหลายส่วน เพราะ GDP ของไทยยังมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร ถ้าวันหนึ่งเวียดนามปลูกข้าวโดยปล่อย Carbon Footprint ต่ำกว่า และส่งออกได้มากกว่า แต่ไทยยังเหมือนเดิมเราจะสู้เขาไม่ได้เลย ถ้าจะเริ่มลงมือต้องเริ่มตั้งตอนนี้เพราะตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่า Carbon Footprint ภาคการเกษตรของไทยเท่าไร เมื่อรู้แล้วถึงจะวางแผนได้ว่าจะเริ่มปรับจากตรงไหนก่อนและเอาเทคโนโลยีอะไรมาใช้ได้บ้าง”

“แต่ก็เข้าใจว่าในมุมของคนทำธุรกิจ อะไรก็ตามที่ฟังดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นความคุ้มทุนก็จะผลักมันไว้หลังสุด ถึงแม้เทรนด์ต่างๆ มันชี้ว่าเรื่องความยั่งยืนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่วันนี้เรายังไม่โดนเฆี่ยน ยังไม่โดนบังคับ ไม่มีกฎหมายออกมาเอาผิดว่าถ้าไม่ทำจะโดนค่าปรับ หรือจะถูกถอดออกจากตลาด กลายเป็นแค่ตระหนักรู้แต่ไม่ลงมือทำ”

แนท-นัชชา เลิศหัตถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ้วทรี เทคโนโลยี จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Carbonwize

เป้าหมายต่อไปของ Carbonwize

“ถือว่าไปได้สวย” นัชชาตอบ เมื่อเราถามถึงทิศทางการเติบโตของ Carbonwize ในวันนี้ “เราเริ่ม Pilot ในเวียดนามและมาเลเซีย ตั้งเป้าขยายไปสู่ตลาดในภูมิภาคมากขึ้น ส่วนเรื่องตัวเลขการเติบโตก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มของเรา 1,000 บริษัท ภายในปี 2025 และภายในปี 2030 เราอยากให้ทุกบริษัทในประเทศสามารถคำนวน Carbon Footprint ได้แล้ว”

“ส่วนเรื่องของระบบหลังบ้าน ระบบการคำนวน Carbon Footprint เป็นเพียงขาหนึ่งของความยั่งยืน เราต้องการขยายโปรดักส์ให้ครอบคลุมส่วนอื่นๆ ได้มากขึ้นให้ครอบคลุมมาตรฐานสากล เรามองว่าในอนาคตแต่ละประเทศอาจจะมีมาตรฐานของตัวเอง เราก็จะเอามาตรฐานต่างๆ เข้ามาในระบบ ถ้าจะส่งออกไปประเทศไหนก็สามารถคำนวนเป็นรายงานให้กับประเทศนั้นๆ ได้”

ปัจจุบัน Carbonwizeสามารถระดมทุนระดับ Seed ถือว่าไปได้สวยด้วยอายุธุรกิจเพียง 2 ปี นัชชาบอกว่า ตั้งเป้าภายในปี 2026น่าจะเข้าระดุมทุนระดับ Series Aได้ไม่ยาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...