ค่าบาทสะวิง แบกต้นทุนไม่ไหว ไอศกรีม Baskin Robbins ปิดกิจการในไทย หันลุยชาบู
ค่าบาทสะวิง แบกต้นทุนไม่ไหว ไอศกรีม Baskin Robbins ปิดกิจการในไทย หันลุยชาบู
หลังจากมีกระแสข่าวการปิดกิจการของไอศกรีมแบรนด์เก่าแก่อย่างBaskin Robbins (บาสกิ้น ร็อบบิ้นส์) จากประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง
โดยปี 2560 มีรายได้ 110 ล้านบาท ขาดทุน 11.8 ล้านบาท ,ปี 2561 มีรายได้ 112 ล้านบาท ขาดทุน 9.8 ล้านบาท,ปี 2562 มีรายได้ 103 ล้านบาท ขาดทุน 10.2 ล้านบาท ,ปี 2563 มีรายได้ 63 ล้านบาท ขาดทุน 10.4 ล้านบาทและปี 2564 รายได้ 52 ล้านบาท ขาดทุน 7.4 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายภาคิน เพ็ญภาคกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (ซีโอโอ) บริษัท มัดแอนด์ฮาวน์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “มติชนออนไลน์” ว่า ปัจจุบันได้ตัดสินใจปิดกิจการธุรกิจไอศกรีมบาสกิ้น ร็อบบิ้นส์ ซึ่งบริษัท โกลเด้น สกู๊ป จำกัด บริษัทในเครือได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์จากผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทำตลาดในประเทศไทย โดยบริษัทได้ซื้อแฟรน์ไชส์ต่อจากกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อปี 2556
“เราไม่ได้ตัดสินใจปิดอย่างกะทันหัน เราวางแผนมาก่อนหน้านี้หลายปี หลังธุรกิจทำรายได้ไม่ได้ตามเป้า โดยที่ผ่านมาทยอยปิดไปหลายสาขาจากเดิมมีกว่า 30 แห่ง โดยปิดเยอะช่วงปี 2563 จากสถานการณ์โควิดและทยอยปิดมาเรื่อยๆ จากเมื่อปี 2565 เหลือ 4 สาขา เช่น โรงพยาบาลศิริราช สยามพารากอน เดอะวอล์ค เกษตร-นวมินทร์ ปัจจุบันเราปิดให้บริการหมดแล้วทุกสาขา”
นายภาคินกล่าวว่าสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจยุติกิจการ เนื่องจากไอศกรีมที่นำมาวางจำหน่ายในประเทศไทย เป็นแฟรนไชส์ และต้องนำเข้า 100% ซึ่งจากค่าเงินบาทที่ผันผวนส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากเดิมราคาอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 35 บาทต่อดอลลาร์หรือเพิ่มขึ้นมา 6 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่อยู่เหนือการควบคุม ประกอบกับตลาดไอศกรีมมีการแข่งขันค่อนข้างมาก จึงยุติธุรกิจนี้และมองหาธุรกิจใหม่มาทดแทน ส่วนแบรนด์อื่นๆ ในเครือในปีนี้บริษัทยังคงเดินหน้าการลงทุนตามปกติ เช่น ดังกิ้น โดนัท จะเปิดอีก 20-30 สาขา ,โอ ปอง แปง จะเปิดอีก 10 สาขา เป็นต้น
“เมื่อปี 2565 เราเปิดธุรกิจแบรนด์ใหม่ในเครือเพิ่ม 2 แบรนด์ที่เราพัฒนาเอง มีร้านกาแฟบีนฮาวด์ภายใต้บริษัทเกรย์ฮาวด์ ปัจจุบันมี 9 สาขา ตั้งเป้าจะเปิด 10 สาขาในปีนี้ และไซม่อนเชย์ ชาบู ภายใต้บริษัทโกลเด้น สกู๊ป จะมาแทนไอศกรีม เปิดแล้ว 3 สาขา ปีนี้วางแผนจะเปิดเพิ่มเช่นกัน”
นายภาคินกล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อจากนี้ จะโฟกัสธุรกิจที่มีอยู่ให้เข้มแข็งต่อเนื่อง สามารถขยายธุรกิจได้ 20-30 สาขาไปได้เรื่อยๆ มากกว่าจะลงทุนเปิดแค่ 2-3 สาขาเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างทำการศึกษาธุรกิจใหม่ๆ ที่มองว่าเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคตอีกด้วย
สำหรับประกอบการของบริษัท มัดแอนด์ฮาวด์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2563 มีรายได้ 2,315 ล้านบาท ขาดทุน 395 ล้านบาท,ปี 2564 รายได้ 2,316 ล้านบาท ขาดทุน 101 ล้านบาทและปี 2565 ที่ผ่านมามีรายได้อยู่ที่ 3,168 ล้านบาท กำไร 24 ล้านบาท