โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น่าทึ่ง! เอสโตเนีย ประเทศที่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวทำธุรกรรมแทบทุกอย่าง

อีจัน

อัพเดต 07 เม.ย. 2566 เวลา 09.01 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2566 เวลา 09.01 น. • อีจัน

อยากขอบคุณธนาคารกรุงไทย ที่พาสื่อไปเจอโลกอีกใบ ที่ห่างจากไทย 14 ชั่วโมง การเดินทางครั้งนี้ทำให้เราได้เจอหลักฐานที่มีชีวิตจริงๆ ที่พิสูจน์ได้ว่า “เรา” กับ “เขา” เหมือนอยู่โลกคนละใบ!

โพสต์นี้จะยาวนิดนะคะ เพราะข้อมูลเยอะอยู่ แต่จะสกัดให้สั้นเท่าที่จะทำได้

พี่ๆ กรุงไทยพาเราไปยังประเทศเอสโตเนีย ไปให้รู้ว่าคนที่นั่นเขามีชีวิตด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ทำธุรกรรมได้แทบทุกอย่างของชีวิต!!! และเหตุที่ทำได้เพราะเขาเป็น Estonia E-Governance ค่ะ

เข้าช่วงเทศกาลเลือกตั้งของไทยพอดี เผื่อมีพรรคไหนชูนโยบายนี้บ้างนะ ที่เขาทำได้และสามารถพลิกประเทศสู่งสังคมดิจิตอลจนกลายเป็นจุดขายที่คนทั้งโลกต้องหันมามองนี้ การเมืองเค้าต้องสามัคคีกันจริงๆ นะ

เข้าเรื่องสักที สิ่งที่ต้องรู้ คือ

เอสโตเนียเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้าน e-Governance และDigitalize บริการภาครัฐเป็น e-Service มากถึง 99% ( 99% ทีเดียวนะ)

1.เอสโตเนียปฏิรูปรัฐบาลเป็น Digital Government ที่น่าทึ่ง คือ เอสโตเนียสามารถเปลี่ยนเป็น Digital Government ได้ท่ามกลางวิกฤตคอร์รัปชันและปัญหาขาดแคลนทรัพยากร

หลังจากที่แยกตัวออกมาจากอดีตสหภาพโซเวียตในปี 1991

2.เอสโตเนียเป็นประเทศเล็ก มีประชากรเพียง 1.3 ล้านคน ต้นทุนในการให้บริการของภาครัฐสูง ไม่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่มีประชากรจำนวนมากได้

สถาบันวิจัยด้าน cybernetics จึงหารือร่วมกับรัฐบาลแล้วเห็นตรงกันว่า Digitalization จะช่วยแก้ปัญหานี้

สิ่งสำคัญที่ทำให้เอสโตเนียประสบความสำเร็จในการ Digitalize บริการภาครัฐ คือ พรรคการเมืองต่าง ๆ เห็นไปในทางเดียวกันว่า ประเทศจะต้องพัฒนาด้าน Digital ต่อเนื่องไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล นอกจากนี้ รัฐบาลยังร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยและพัฒนา รวมถึงมีการปรับกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเอื้อให้เกิด Digitalization ที่มีภาคเอกชนเข้าร่วม

ขณะที่เดียวกัน ในส่วนธนาคารมีการสนับสนุนพัฒนา Computer Literacy ของคนในประเทศ เพื่อรองรับการใช้บริการแบบดิจิทัลด้วย

และปัจจุบัน 99% ของบริการกลายเป็น e-Service มีบริการเดียวที่ยังไม่สามารถทำออนไลน์ได้ คือ การหย่า เพราะติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย

คาดว่า บริการภาครัฐจะเป็น e-Service ได้ 100% ในปี 2024

ตัวอย่าง e-service ที่ให้บริการ คือ

1. การยื่นภาษี บริการแรก ๆ ที่ปรับเป็น e-Service ปัจจุบันสามารถยื่นชำระภาษีได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่คลิก เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ถูก Prefill มาให้แล้วโดยระบบ จากข้อมูลที่ดึงมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบันคนยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์ 90%

2. Internet Voting (i-Voting) ปี 2005 เอสโตเนียเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการเลือกตั้งระดับประเทศผ่านอินเทอร์เน็ต ข้อดีของการเลือกตั้ง Online คือ สะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการจัดคูหาเลือกตั้ง รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับคนเอสโตเนียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศที่ไม่มีสถานทูต นอกจากนี้ ยังช่วยลดเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง เพราะเลือกตั้งซ้ำได้หลายครั้งจนกว่าจะปิดให้เลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเดือนมีนาคม 2023 ที่ผ่านมา มีคนเลือกตั้งผ่าน i-Voting ประมาณ 51% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีผู้เลือกตั้งออนไลน์มากกว่าครึ่งของคนที่มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด สาเหตุที่คนยังออกมาเลือกตั้งที่คูหาแบบเดิม อาจเป็นเพราะเอสโตเนีย เพิ่งได้รับเอกราชมาไม่นาน การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่คูหาจึงเหมือนสัญลักษณ์เฉลิมฉลองการได้รับเอกราช และการเลือกตั้งเป็นประเพณีของครอบครัว อีกทั้งคนบางกลุ่มมองว่าการเลือกตั้ง Online ไม่ปลอดภัย

อีกสิ่งที่สำคัญคือ เอสโตเนีย มี Data Tracker ฟีเจอร์ที่โดดเด่นสร้างความโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ทำให้ประชาชนเจ้าของข้อมูลสามารถดูได้ว่า ข้อมูลของเราถูกหน่วยงานใดเรียกดู และหากมีสิ่งผิดปกติสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ทันที

สามเสาหลักที่เป็นรากฐาน e-Service ของเอสโตเนีย คือ Confidentiality Availability และ Integrity

เสาที่หนึ่ง Confidentiality คือ การที่คนสามารถยืนยันตัวตนผ่าน e-identification ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจว่า ข้อมูลต่าง ๆ เป็นความลับ ปัจจุบันมี “อุปกรณ์” ในการยืนยันตัวตน 3 รูปแบบ คือ 1) บัตรประชาชนที่มี chip 2) Mobile ID ซึ่งเป็นซิมการ์ดที่ใช้ยืนยันตัวตน 3) Smart ID แอปพลิเคชันที่ใช้ยืนยันตัวตน โดยอุปกรณ์เหล่านี้ จะต้องใช้ร่วมกับ PIN 1 และ PIN 2 โดย PIN 1 ใช้กับการยืนยันตัวตน เช่น การล็อกอินเข้าระบบต่าง ๆ PIN 2 ใช้ในการลงนาม Digital Signature ซึ่งเทียบเท่ากับการลงนามบนกระดาษ มีผลผูกพันทางกฎหมาย

ปัจจัยที่ทำให้ e-Identity ในเอสโตเนียประสบความสำเร็จ คือ รัฐบาลบังคับให้ทุกคนมี Digital Identity โดยให้มาพร้อมกับบัตรประชาชน นอกจากนี้ รัฐยังเปิดให้ภาคเอกชนต่าง ๆ นำ e-Identity ไปใช้ในการยืนยันตัวตน ทำให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารที่นำไปใช้ยืนยันตัวตนลูกค้า เพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งทำให้ประชาชนคุ้นเคยกับการใช้ e-Identity เทคโนโลยีหนึ่งที่นำมาใช้ในการยืนยันตัวตนออนไลน์ คือ Splitkey ของ Cybernetica ซึ่งทำให้คนสามารถใช้มือถือและแท็บเล็ตในการลงนาม Digital Signature

เสาที่สอง คือ Availability หมายถึง ข้อมูลต้องเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยสิ่งที่สนับสนุนสิ่งนี้ คือ X-Road พัฒนาโดยบริษัท Cybernetica X-road เป็น Secure Data Exchange Infrastructure ที่ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้อย่างปลอดภัย ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่ง โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลของเอสโตเนียเป็นแบบ Decentralized คือ แต่ละหน่วยงานจัดเก็บข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของตนเอง เมื่อหน่วยงานอื่นต้องการใช้ข้อมูลดังกล่าวสามารถดึงข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ทำให้ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเดียวกันซ้ำในสองที่ (Once-only Principle) มั่นใจได้ว่า ข้อมูลถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน เช่น ข้อมูลที่อยู่จะถูกจัดเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์เพียงที่เดียว หากหน่วยงานอื่นต้องการทราบว่า บุคคลนี้อาศัยอยู่ในเมือง Tallinn หรือไม่ สามารถดึงข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ โดย e-Service ของหน่วยงานอื่น จะถามมาที่ฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ว่า บุคคลนี้อาศัยอยู่ใน Tallinn หรือไม่ และได้รับคำตอบเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการตอบคำถามเท่านั้น (Need-to-know Basis) หากมีการย้ายบ้าน ก็แจ้งย้ายบ้านกับทะเบียนราษฎร์เพียงครั้งเดียว ไม่ต้องไปแจ้งหน่วยงานอื่น ๆ โดยข้อมูลจะถูกส่งผ่าน X-road แต่ X-road ไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะหน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชนก็จัดเก็บข้อมูลและส่งข้อมูลผ่าน X-road เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร มหาวิทยาลัย ฯลฯ

เสาที่ 3 คือ Integrity หรือ ความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล ซึ่งไม่มีใครสามารถแก้ไขข้อมูล จึงมีการนำ KSI Blockchain ที่บริษัท Guardtime ให้กับรัฐบาลเอสโตเนีย มาใช้ในการรักษาความปลอดภัยของ Sensitive Data การพัฒนา KSI Blockchain มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เอสโตเนียโดน Cyberattack ในระดับประเทศ จึงต้องหาวิธีรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมี Data Embassy คือ การ Back Up ข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลหายไป หรือเกิด Cyberattack

ผลของการเป็น Estonia E-Governance :

เอสโตเนียกลายเป็นแหล่งรวม Start-up ของโลกเห็นได้จากการที่เอสโตเนียเป็นประเทศที่มี Start-up per Capita สูงที่สุดในโลก มี Unicorn per Capita สูงที่สุดในยุโรป และเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยเหตุที่รัฐบาลทำให้เอสโตเนียมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ มี Ease of Doing Business ในระดับสูง เช่น สามารถตั้งบริษัทได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีโครงการ e-Residency คือ การที่คนต่างชาติมาสมัครเป็นพลเมืองของเอสโตเนีย

และตั้งบริษัทสัญชาติเอสโตเนีย บริหารจัดการบริษัทได้แบบออนไลน์ 100% ลดความยุ่งยากในการติดต่อกับรัฐบาล ทำให้เข้าถึง European Single Market โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เอสโตเนีย

โครงการ e-Residency เอสโตเนียได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษี ชดเชยภาษีที่เก็บได้น้อยลงจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ รวมถึงเกิดการสร้างงานทางอ้อมภายในประเทศ และมีการใช้จ่ายหรือใช้บริการบริษัทอื่น ๆ นอกจากนี้ เอสโตเนียยังมีนโยบายจัดเก็บภาษีที่ดึงดูด โดยยกเว้นการเก็บภาษีจากกำไรที่นำกลับมาลงทุนต่อ รวมทั้งชุมชน Start-up สนับสนุนกันและกัน แบ่งปันความรู้กัน เนื่องจาก Start-up ในเอสโตเนีย

ไม่แข่งขันกันแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ เพราะต่างมีตลาดของตนเองในต่างประเทศ

ในอนาคต เอสโตเนียมีแนวทางพัฒนาด้านต่างๆ ดังนี้

• รัฐบาลต้องการเป็น Proactive Government ที่จะนำบริการหรือสิทธิที่ประชาชนแต่ละคนพึงได้รับไปยื่นให้กับประชาชนโดยไม่ต้องมาสมัคร เพราะประชาชนบางคนก็ไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการใดบ้าง เช่น เมื่อคลอดลูก โรงพยาบาลจะแจ้งเกิดให้ พ่อแม่ที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตร จะได้รับข้อความให้เลือกบัญชีที่จะรับเงินทันที โดยไม่ต้องไปแจ้งกับหน่วยงานที่ให้สวัสดิการเองว่าตนเองมีลูกแล้ว เป็นต้น

• นำ AI Chatbot มาช่วยในการโต้ตอบกับประชาชน ให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการภาครัฐ พัฒนา Speech Recognition เพื่อให้สามารถคุยกันได้โดยใช้เสียง ทำให้คนที่มีปัญหาไม่สามารถพิมพ์โต้ตอบ สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างเท่าเทียม

• ใช้งานระบบต่าง ๆ ในต่างประเทศได้ (Cross-border Digitalization) ซึ่งในปัจจุบันใช้ได้แล้ว เช่น e-Prescription สามารถให้หมอที่หาประจำออกใบสั่งยาให้ และแสดงบัตรประชาชนซื้อยาในฟินแลนด์ได้ เป็นต้น

• ทำ Personalized Medicine คือ การนำข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลทางพันธุกรรมมาประมวลผล เพื่อให้คำแนะนำกับประชาชนในการป้องกันโรค ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการรักษาโรค

• มุ่งสู่ Green ICT ด้วยการหาแนวทางและกำหนดยุทธศาสตร์ในการลด Carbon Footprint ที่เกิดการจากจัดเก็บข้อมูลและดำเนินการด้านดิจิทัล

การเรียนรู้การปรับตัวในการใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาประเทศไทย เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากในประเทศเอสโตเนีย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...