โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กองทุนรวมน้ำมัน” ยีลด์พุ่งแรง กับเหตุผลที่กูรูไม่แนะนำลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 มิ.ย. 2565 เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2565 เวลา 08.11 น.

ด้วยสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น จากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่เห็นจุดจบ ตลอดจนปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้ผลตอบแทน “กองทุนรวมน้ำมัน” (Commodities Energy) ทะยานขึ้นไปด้วย อย่างไรก็ดี การลงทุนกองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่า กองทุนรวมน้ำมัน มีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบันกว่า 40% และผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี กว่า 70% เลยทีเดียว มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมเกือบ 3,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พบว่ากองทุนมีเงินไหลออกสุทธิ 2,000 ล้านบาท ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เป็นลักษณะการขายทำกำไร คล้ายกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีเงินไหลออกสุทธิ 1,600 ล้านบาท ซึ่งในช่วงดังกล่าวราคาน้ำมันอยู่ในช่วงปรับตัวขึ้นเช่นกัน

สำหรับกองทุนที่มีผลตอบแทนสูงสุดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) นำโดยกองทุนรวม TUSOIL ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ให้ผลตอบแทนสูงสุด 47.19% ตามด้วยกองทุนรวม TOIL6 จาก บลจ.ทิสโก้ เช่นกัน ให้ผลตอบแทนที่ 46.68% และกองทุน I-OIL จาก บลจ.เอ็มเอฟซี 46.01% (ดูตาราง)

โดย“ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ฯ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันมีปัจจัยจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน มาจนถึงการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันรัสเซียจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ประกอบกับทางกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ยังคงนโยบายการผลิตน้ำมันเช่นเดิม ทำให้ราคาน้ำมันยังอยู่ระดับสูง ซึ่งถือว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศอียูและทั่วโลกในแง่ของอัตราเงินเฟ้อที่สูงตามไปด้วย

ชญานี จึงมานนท์

“กองทุนกลุ่มนี้มีการลงทุนใน ETF ที่ลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบที่อาจไม่ได้มีผลตอบแทนเท่ากับ spot price เสมอไป ทั้งนี้ กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงระดับ 8 จึงไม่เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงและความผันผวนได้น้อย และผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนกลุ่มนี้ก่อนการลงทุน” นางสาวชญานีกล่าว

ขณะที่ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก่อนตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมน้ำมัน คือ ต้องรู้ว่ากองทุนน้ำมันที่ลงทุนอยู่ เป็นการลงทุนใน ETF น้ำมันที่จดทะเบียนในสหรัฐ ซึ่ง ETF ที่จดทะเบียนอยู่ในสหรัฐ ไม่ได้เป็นการลงทุนในน้ำมันดิบ (crude oil) แต่เป็นการลงทุนในตราสารฟิวเจอร์สน้ำมันที่เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

“ดังนั้น สัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับราคาน้ำมันที่นักลงทุนเห็น อาจไม่ได้วิ่งไปในอัตราเดียวกันหรือเท่ากัน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่าหากราคาน้ำมันขึ้น 5% ผลตอบแทนจะขึ้น 5% เช่นกัน แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งหากนักลงทุนยังขาดความเข้าใจในส่วนนี้ ก็ไม่แนะนำให้ลงทุน เพราะกองทุนรวมน้ำมันมีความเสี่ยงที่สูงมาก เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางได้ เพราะราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงยังมีเรื่องของการเมืองเข้ามา ซึ่งทำให้ประเมินค่อนข้างยาก” นายสาห์รัชกล่าว

“สาห์รัช” กล่าวอีกว่า หากสถานการณ์สงครามจบลง ราคาน้ำมันก็จะลดลงทันที หรือหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและความรุนแรงทวีคูณขึ้น ราคาน้ำมันก็อาจจะเพิ่มขึ้นสูงได้อีก ดังนั้น กองทุนรวมน้ำมันจึงมีความผันผวนสูงมาก ซึ่งหากนักลงทุนไม่สามารถรับความเสี่ยงที่สูงได้ ก็ไม่แนะนำให้ลงทุน

ด้าน “จักรพงศ์ เชวงศรี” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันยังยืนอยู่ในระดับสูงแถวบริเวณ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยยังมีหลายปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญต่อการปรับตัวขึ้นลงของราคาน้ำมันในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย การยกเลิกการคว่ำบาตรในอิหร่าน หรือเวเนซุเอลา เหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะทำให้ราคาน้ำมันคลายตัวลงได้

ขณะที่ปัจจัยอีกฝั่งที่จะหนุนราคาน้ำมันให้ปรับตัวขึ้น คือ การคว่ำบาตรรัสเซียของอียู รวมไปถึงการยุติของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่หากความตึงเครียดลดลง ก็จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจในจีนและสหรัฐฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความต้องการใช้น้ำมันมีเพิ่มมากขึ้นได้

โดยปัจจัยทั้งหมดนี้จะยังคอยสร้างความกังวลต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีสักเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เบื้องต้นคาดว่าเรื่องที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นได้มากที่สุดเป็นอันดับแรก อาจจะเป็นการคว่ำบาตรรัสเซียของอียู เนื่องจากทั้งสองฝั่งมีการพูดคุยกันมาในระดับหนึ่งแล้ว และน่าจะทำให้ราคาน้ำมันมีทิศทางเป็นขาขึ้นมากกว่าขาลง

“ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปจนถึงจุดพีกแล้ว คงไม่กลับขึ้นไปสูงถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีก เพียงแต่จะยืนอยู่ในระดับ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปนานแค่ไหน แต่สุดท้ายเชื่อว่าจะต้องปรับตัวลดลงอย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะไซด์เวย์ไปสักระยะ จนกว่าปัจจัยที่กล่าวไปจะมีความชัดเจนหรือเป็นรูปธรรมมากขึ้น” นายจักรพงศ์กล่าว

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้ที่สนใจลงทุนกองทุนรวมประเภทนี้คงต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วน จะลงทุนโดยมุ่งหวังผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องมีความเข้าใจในหลาย ๆ มิติด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...