โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เงินควรสร้างพื้นที่ให้จิตใจสงบ ไม่ใช่แค่เพื่อ “ความสุขชั่วคราว” ถอดแนวคิดการเงิน “เฌอเอม ชญาธนุส”

Thairath Money

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 10.17 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 11.48 น.
ภาพไฮไลต์

ในยุคที่คนมองว่า “ความหรูหราคือความสำเร็จ” ให้ค่ากับภาพลักษณ์ภายนอกมากกว่าจะมองที่สถานะการเงินจริง ๆ จึงเป็นกับดักให้ใครหลายคนตกหลุมพรางทางการเงิน เลือกของมันต้องมีมากกว่าคุณภาพทางการเงินที่ดี

ยังมีหนึ่งคนที่ใช้ชีวิตแตกต่างจากสิ่งที่หลายคนคิด นั่นคือ “เฌอเอม ชญาธนุส ศรทัตต์” รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ นางแบบ นักแสดง และนักเคลื่อนไหว ที่เลือกใช้ชีวิตที่ต่างไปจากภาพลักษณ์ที่ใครหลายคนคาดหวัง “ไม่ได้ตามแบรนด์ ไม่ได้ใช้ของใหม่ทุกชิ้น และไม่ปล่อยให้ภาพลักษณ์ความสวยงามภายนอกมากำหนดคุณค่าภายใน”

สรุปเวทีเสวนาจากงาน Thairath Money Roadshow 2025 ที่ครั้งนี้พาตะลุยหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และได้มีโอกาสพูดคุยบนเวที “เสวนาคนรุ่นใหม่จัดการเงินเป็น รู้ก่อน รอดก่อน” กับ เฌอเอม ชญาธนุส ที่ได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิดดี ๆ ในการจัดการและวางแผนการเงินที่ไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลข แต่คือวิธีใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

เงินก้อนแรก และจุดเปลี่ยนแนวคิดการเงิน “ถ้าไม่มีทุน ก็ต้องทุ่มให้มากกว่าคนอื่น”

เฌอเอม ชญาธนุส เล่าบนเวที Thairath Money Roadshow 2025 ไว้ว่า รายได้ก้อนแรกของเฌอเอมมีเข้ามาในตอนที่เธอมีอายุเพียง 17 ปี จากการเล่นละคร โดยเธอได้รับบทเดินแบบในฉากหนึ่ง จนทำให้มีรายได้ถึง 8,000 บาทในเวลาเพียง 8 วัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตื่นเต้นในช่วงวัยนั้น

เฌอเอมเล่าต่อว่า แต่แทนที่จะนำเงินไปเก็บ กลับใช้เงินครึ่งหนึ่งซื้อการ์ตูน และอีกครึ่งก็เผลอทำหาย เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง และตระหนักว่า “เงินที่หามาได้ง่าย ก็หายไปง่าย หากไม่มีแผน”

จนต่อมาหลังจากที่ได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย เธอเล่าว่า มหาลัยสอนให้รู้ว่า “ถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องเก่งให้มากกว่า” โดยเฌอเอมได้เข้าศึกษาในด้านศิลปะ ทำให้เธอต้องใช้เงินไปกับการซื้ออุปกรณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ สีกล่องละหลายพัน หรือวัสดุสำหรับงานโปรเจกต์ แต่เลือกที่จะไม่พึ่งเงินจากครอบครัว แต่หันมาทำงานหารายได้เองจากการเป็นนางแบบควบคู่กับการเรียน สิ่งที่เธอเรียนรู้ไม่ใช่แค่ทักษะศิลปะ แต่คือบทเรียนชีวิตว่า “ถ้าเราไม่มีทุน เราต้องทุ่มมากกว่าใคร” เพราะบางครั้งอุปกรณ์ดี ๆ ก็ช่วยให้เราทำงานออกมาได้ดี และแข่งขันได้ในระบบที่ไม่เท่าเทียม

เธอเปรียบเปรยไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าอยากได้ A แต่มีเงินน้อย เราต้องเก่งให้มาก แต่ถ้าเราไม่เก่งมากแต่มีเงินเยอะ เราก็ไปถึง A ได้เหมือนกัน” คำพูดนี้สะท้อนความจริงในสังคมที่ทุนและโอกาสยังไม่เท่ากัน เพราะความฝันหรือเป้าหมายในชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักวางแผน และใช้ทรัพยากรที่มีอย่างฉลาดแค่ไหนด้วย

นอกจากนี้ เฌอเอมได้เล่าอีกว่า เธอต้องมาเจอกับวิกฤติการเงินติดขัดในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ซึ่งเป็นช่วงที่ตัดสินใจตกแต่งบ้านหลังใหม่ โดยใช้เงินสดถึง 3 ล้านบาทเพื่อรีโนเวทบ้านทั้งหลัง เฌอเอมเล่าว่า เธอคาดการณ์ว่าใช้เงินแล้วงานจะจบ แต่กลับพบว่า “บ้านก็บานตามงบ” ไปเรื่อย ๆ และยิ่งไม่มีรายได้เข้ามาเพราะอีเวนต์และงานฟรีแลนซ์ทั้งหมดถูกยกเลิก ทำให้สถานการณ์การเงินตึงมาก ช่วงนั้นจึงเป็นบทเรียนใหญ่ที่ทำให้เธอเริ่มมองหาแนวทางสร้างรายได้ใหม่ ๆ และเข้าใจว่าทุกการตัดสินใจทางการเงินควรมีแผนสำรองไว้เสมอ

วางแผนการเงินฉบับ “เฌอเอม” ใช้ชีวิตแบบไม่ต้อง “รู้งี้” ภายหลัง

นอกจากจุดเริ่มที่ทำให้เฌอเอมได้เริ่มคิดและวางแผนการเงินจากประสบการณ์ชีวิตแล้ว สิ่งที่เธอได้ค้นพบว่าเป็นเรื่องที่เราต้องลงทุนด้วยมากที่สุดนั่นก็คือ “สุขภาพ” ทั้งกายและใจ นอกจากนี้ เธอยังเรียกตัวเองว่าเป็นคนทำงานฟรีแลนซ์ ไม่มีเงินเดือนแน่นอน จึงเริ่มวางแผนจัดการการเงินในสไตล์ที่ทำให้ชีวิตและจิตใจมั่งคั่ง และมั่นคง

  • ไม่มีประกัน ไม่มีกองทุน = พัง!

เฌอเอมเคยประสบเหตุที่เกือบเปลี่ยนชีวิตจากอาหารจานโปรดอย่างปูดอง ซึ่งทำให้เธอต้องเข้า ICU และจ่ายค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ภายในไม่กี่วัน ขณะนั้นเธอไม่มีประกันสุขภาพ และไม่มีเงินสำรองไว้ใช้จ่าย ทำให้เธอเริ่มมองเห็นช่องโหว่ใหญ่ในชีวิต และเข้าใจว่า “ความเจ็บป่วยไม่เคยแจ้งเตือนล่วงหน้า”

นอกจากความตกใจและความเสี่ยงด้านร่างกายแล้ว เหตุการณ์นี้ยังกลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เธอหันมาใส่ใจเรื่องการวางแผนการเงินมากขึ้น จากเดิมที่เคยคิดว่าเรื่องประกันหรือเงินสำรองเป็นเรื่องไกลตัว หรือยังไม่จำเป็น ก็เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการเตรียมแผนรับมือเรื่องฉุกเฉินในชีวิตอย่างจริงจัง เธอเริ่มลงทุนในกองทุนรวมที่ผูกกับประกันสุขภาพ และแยกบัญชีเงินสำรองเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันโดยเฉพาะ

เธอเล่าว่า “เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เรากินบ่อยที่สุดอาจทำร้ายเราหนักที่สุดก็ได้” เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตต้องมีพื้นที่รองรับความไม่แน่นอน และถ้ามีทางเลือกได้ เธออยากให้ทุกคนไม่ต้องรอจนเกิดเหตุการณ์แย่ ๆ ก่อนถึงจะเริ่มจัดการการเงินอย่างจริงจัง

  • ฟรีแลนซ์ต้องเก่งเงิน ไม่ใช่แค่เก่งงาน

การเป็นฟรีแลนซ์ทำให้เธอมีรายได้ที่ไม่แน่นอน บางเดือนมีงานเยอะ บางเดือนงานเงียบ เธอจึงใช้วิธีแบ่งเงินเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1) ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า 2) เงินออมระยะสั้นและยาว และ 3) ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ที่เธอกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 10-20% และหากเดือนไหนไม่มีภาระส่วนนี้ เงินจะถูกย้ายไปเป็นเงินออมทันที เธอยังตั้งบัญชีพิเศษที่ไม่แตะต้องเลย เว้นแต่เกิดเหตุฉุกเฉินจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตมีความยืดหยุ่นและปลอดภัยมากขึ้น

เธอเสริมว่า การจัดการเงินแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการวางแผน แต่คือการสร้างวินัยในชีวิต เพราะการไม่มีเงินประจำ หมายถึงต้องประเมินความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ในเรื่องรายได้ แต่รวมถึงการเลือกงาน การพักผ่อน หรือแม้กระทั่งการเข้าสังคม

“มีเงินเยอะแต่ไม่มีแผนก็รั่วไหลได้ง่ายมาก เพราะเงินกับเวลาในชีวิตมันหายไปเร็วเหมือนกัน” เฌอเอม กล่าว

  • เลือก “คุณภาพชีวิต” มากกว่า “สถานะ”

เฌอเอม เล่าว่า เธอเลือกไม่ซื้อบ้านหรือคอนโดหรูตามค่านิยมทั่วไป แต่เธอตัดสินใจเช่าบ้านใกล้ที่ทำงาน เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด ประหยัดเวลา และไม่ต้องแบกรับภาระระยะยาว เธอเปรียบเทียบว่า “ถ้าต้องผ่อนบ้าน 30 ปี เราอาจเสียอิสระในการใช้ชีวิตไปทั้งหมด”

เธอมองว่าการมีบ้านเป็นของตัวเองในยุคนี้ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายหลักอีกต่อไป โดยเฉพาะถ้าการเป็นเจ้าของบ้านต้องแลกกับหนี้ระยะยาวและความกดดันที่ไม่จบสิ้น การเช่าบ้านอย่างมีแบบแผนกลับเปิดโอกาสให้เธอเลือกคุณภาพชีวิตตามที่ต้องการในแต่ละช่วงวัย เช่น เลือกอยู่ใกล้ที่ทำงาน เปลี่ยนที่อยู่อาศัยตามจังหวะชีวิต หรืออยู่ในทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากกว่า เธอยังเสริมด้วยว่า “การมีบ้านเป็นของตัวเองในแบบที่ทำให้เราหมดแรง ไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือกับดักที่ต้องคิดให้รอบด้าน”

แนวคิดนี้ช่วยให้เธอมีสภาพคล่องทางการเงินเหลือพอสำหรับใช้จ่ายที่จำเป็น ลงทุนในธุรกิจ หรือใช้พัฒนาตัวเองต่อ ซึ่งสำหรับเธอ นั่นคือ “ความมั่งคั่งในแบบที่ไม่ต้องเป็นหนี้” มากกว่าการมีบ้านเป็นชื่อของตัวเองบนโฉนด

  • “ของมือสอง” ทรัพย์สินทางใจ ที่ไม่ได้วัดค่าด้วยราคา

เฌอเอมเป็นคนที่ชอบใช้ของมือสองมากกว่าของใหม่ เพราะนอกจากจะราคาถูกกว่าแล้วยังรู้สึกว่าของแต่ละชิ้นมีเสน่ห์และเรื่องราวในตัวเอง เช่น เสื้อผ้าที่มีดีไซน์เฉพาะ และไม่มีใครซ้ำ เธอมีหลักคิดว่า “ก่อนซื้อของ ให้ถามตัวเองว่า เราจะใช้มันเกิน 3 วันต่อสัปดาห์ไหม” เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายมีความหมาย ไม่ใช่แค่ตามกระแสหรือเอาไว้โชว์ในโซเชียลเท่านั้น

เธอยังเสริมอีกว่า การเลือกใช้ของมือสองไม่ได้แค่ช่วยประหยัดเงิน แต่ยังเป็นการลดของเสีย ลดการบริโภคเกินความจำเป็น และสร้างสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หลายครั้งเธอค้นพบว่าของดีจากตลาดวินเทจ หรือชิ้นที่มีความคลาสสิกมักจะทนทานมากกว่าของใหม่ เธอจึงมองว่าของมือสองบางอย่างเป็น “ทรัพย์สินทางใจ” ที่ไม่ได้วัดค่าด้วยราคา แต่ด้วยเรื่องราวและคุณค่าทางอารมณ์ เช่น การได้ใส่เสื้อโค้ตวินเทจจากยุค 70 ที่หาไม่ได้อีกแล้ว หรือของตกแต่งบ้านที่สะท้อนตัวตน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับการใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย เพราะเธอเชื่อว่า “เงินที่ใช้แล้วรู้สึกดี คือเงินที่คุ้มค่าที่สุด” และการเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง มากกว่าสิ่งที่แค่ดูดีในสายตาคนอื่น คือหัวใจของความมั่นคงทางการเงินและความพอใจในระยะยาว

คำแนะนำถึงคนรุ่นใหม่ การเงินไม่ใช่แค่เรื่อง “ความมั่งคั่ง” แต่คือ “ศิลปะของการเลือก”

ในช่วงท้าย เฌอเอมเน้นย้ำว่า คนรุ่นใหม่ควรเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้จะยังไม่มีเงินเยอะก็ตาม เพราะ “การรู้ว่าตัวเองอยากใช้ชีวิตแบบไหน คือจุดเริ่มต้นของแผนทางการเงินที่ดี” สำหรับเธอ “เงินไม่ใช่เครื่องหมายของความสำเร็จ แต่คือทรัพยากรที่ต้องบริหารให้สัมพันธ์กับชีวิตจริง” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกงานที่รัก การใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ หรือการมีอิสระในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ เช่น การเดินทาง การดูแลครอบครัว หรือแม้แต่การพักผ่อน

เธอเตือนว่าหลายคนวางแผนการเงินไว้ดีแค่ในกระดาษ แต่ไม่ลงมือทำจริง เช่น บอกว่าจะออม แต่ไม่แยกบัญชี บอกว่าจะลงทุน แต่ไม่ศึกษาข้อมูล บอกว่าจะมีเงินเกษียณ แต่ไม่มีวินัยในการออม ซึ่งสุดท้ายแล้ว ความฝันก็อาจเป็นได้แค่ฝัน เพราะขาดการลงมือจริง

เธอจึงฝากแนวคิดทิ้งท้ายไว้อย่างลึกซึ้งว่า “ทรัพย์สินของชีวิตมี 3 อย่าง: กำลัง เงิน และเวลา ถ้าคุณไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณต้องใช้ที่เหลือให้คุ้มที่สุด”

คำพูดนี้เปรียบเสมือนเข็มทิศทางการเงิน เพราะชีวิตจริงไม่ได้มีทุกอย่างพร้อมกันเสมอ บางช่วงมีเวลาแต่ไม่มีเงิน บางช่วงมีเงินแต่ร่างกายไม่ไหว หรือบางครั้งมีแรงแต่ขาดเป้าหมาย หากเรารู้จักประเมินว่าอะไรคือสิ่งที่เหลืออยู่ในมือ แล้วใช้มันให้คุ้มที่สุด นั่นแหละคือทักษะการบริหารชีวิตที่แท้จริง

สำหรับเฌอเอม การเงินจึงไม่ใช่เรื่องของความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ศิลปะของการเลือก” เลือกใช้ เลือกเก็บ เลือกเสี่ยง และเลือกหยุดอย่างมีสติ

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...