โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

BAY ไตรมาส 2/68 กำไร 8,295 ล้าน ดันครึ่งปีแรก กำไร 15,829 ล้าน โต 0.5%

PostToday

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 06.06 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 12.58 น.

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ธนาคารและบริษัทในเครือ มีกำไรสุทธิ 15,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2567

ผลการดำเนินงานดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับลดลง สอดคล้องกับการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการลดลงของเงินให้สินเชื่อ

“ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชน การบริโภค และความต้องการสินเชื่อ ธนาคารยังคงสามารถรักษาระดับผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สะท้อนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการบริหารต้นทุน พร้อมเสริมประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบริหารผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม”

สำหรับไตรมาส 2/2568 ธนาคารและบริษัทในเครือ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของธนาคารในการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานและการควบคุมต้นทุน

เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวปีก่อน แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวลดลง กำไรสุทธิยังคงเพิ่มขึ้น 1.0% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

วันที่ 30 มิ.ย.2568 เงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่จํานวน 1,866,038 ล้านบาท ลดลงจํานวน 29,831 ล้านบาท หรือ 1.6% จากสิ้นเดือ นธ.ค.2567 ทั้งนี้ จากยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งผลให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตในระดับปานกลางที่ 2.8% ขณะที่สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสินเชื่อเพื่อรายย่อย ปรับลดลงที่ 4.0%และ 3.9% ตามลำดับ

จากความพยายามเชิงรุกในการบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนทางการเงิน ภายใต้บริบทที่ความต้องการสินเชื่อชะลอตัว ส่งผลให้เงินรับฝากรวมลดลง 19,782 ล้านบาท หรือ 1.1% จากสิ้นเดือน ธ.ค.2567 มาอยู่ที่ 1,802,447 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ

อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 3.39% เทียบกับ 3.23% ณ สิ้นเดือน ธ.ค.2567 ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวังต่อเนื่อง ขณะที่อัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 217 เบสิสพอยท์ สะท้อนการรักษาระดับผลขาดทุนจากเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพียงพอและสอดคล้องต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยพิจารณาถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยอัตราส่วนเงินสํารองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 122.8% เทียบกับ 123.2% ณ สิ้นเดือน ธ.ค.2567

อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 19.57% เทียบกับ 19.38% ณ สิ้นเดือน ธ.ค.2567

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...