โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจภาพรวมผลตอบแทนตลาดหุ้นทั่วโลกครึ่งปีแรก ประเทศไหนรุ่ง ประเทศไหนร่วง

Businesstoday

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 20.05 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 13.05 น. • Businesstoday

โดย สวภพ ยนต์ศรี AFPT™
Senior Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

เข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2025 เรามาสำรวจกันว่าตลาดหุ้นทั่วโลกประเทศใดทำผลงานได้โดดเด่น และประเทศใดยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีแรก ภายใต้แรงสั่นสะเทือนจากนโยบายของประธานาธิบดี Trump ที่จุดชนวนความผันผวนไปทั่วโลก พร้อมประเมินแนวโน้มในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

โดยดัชนี MSCI All Country World Index ซึ่งสะท้อนภาพรวมของหุ้นมากกว่า 2,500 ตัว จากทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ตั้งแต่ต้นปี และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นยุโรปกลายเป็นดาวเด่นของปีอย่างน่าประหลาดใจ โดยมี กรีซ ครองตำแหน่งผู้นำด้านผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี โดยให้ผลตอบแทนเกือบ 60% ตามข้อมูลจาก Morningstar นักวิเคราะห์มองว่ายังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว การปฏิรูปภาคการธนาคาร ภาคการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง รวมถึงนโยบายงบประมาณแบบเกินดุลและการชำระหนี้กู้วิกฤตที่เร็วขึ้นซึ่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาด

ขณะที่ โปแลนด์ และสาธารณรัฐเช็ก ครองอันดับ 2 และ 3 ด้วยผลตอบแทน 56% และ 52% ตามลำดับ ขณะที่ สเปน อิตาลี เยอรมนี ก็เข้าทำเนียบประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดของโลก โดย 8 ใน 10 อันดับแรกมาจากยุโรป สะท้อนให้เห็นถึงการไหลออกของเงินทุนจากสหรัฐฯ และแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจยุโรปที่เริ่มฟื้นตัวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อ เยอรมนี ยกเลิกนโยบายรัดเข็มขัดเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค

ทางฝั่ง สหรัฐฯ แม้ตลาดหุ้นจะขยับขึ้นเพียงราว 7% นับจากต้นปี แต่หลังเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงในเดือนเมษายน สถานการณ์ก็เริ่มพลิกฟื้น โดย S&P 500 และ Nasdaq กลับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น และคาดว่าจะยังเป็นหัวหอกขับเคลื่อนตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้าน ตลาดหุ้นเอเชีย ประเทศที่น่าจับตามองที่สุดคือ เกาหลีใต้ ซึ่งปรับตัวขึ้นมากกว่า 30% แม้จะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีส่งออกสูงถึง 25% แต่นักลงทุนมองว่าแรงกดดันนี้ถูกสะท้อนในราคาหุ้นไปแล้ว และยังมีความหวังว่าอาจมีการปรับลดภาษีลงได้ หากการเจรจาการค้าคืบหน้าก่อนเส้นตาย 1 สิงหาคม นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อการปฏิรูปธรรมาภิบาลภาคธุรกิจ หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อต้นปี และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของ ชิปหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) ในอุตสาหกรรม AI ล้วนช่วยหนุนตลาด

ส่วนจีนแม้จะเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายการค้าจาก Trump ตลอดทั้งปี แต่ดัชนีหุ้นจีนยังสามารถปรับตัวขึ้นได้กว่า 17% นับจากต้นปี โดยมีแรงสนับสนุนจากค่าเงินหยวนที่แข็งค่า ผลประกอบการของบริษัทที่ฟื้นตัว และความหวังในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล แม้จะยังไม่มีนโยบายขนาดใหญ่ที่ชัดเจนก็ตาม

โดยผู้ตามหลัง ได้แก่ ไทย และ ตุรกี โดยไทยอยู่ท้ายสุดของตาราง ผลตอบแทนลดลงมากกว่า 13% นับตั้งแต่ต้นปี จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาภายในของบริษัทจดทะเบียน เศรษฐกิจที่ซบเซา และผลกระทบจากภาษีนำเข้ารถยนต์ของสหรัฐฯ ที่กดดันภาคส่งออก ด้านตุรกีซึ่งอยู่รองสุดท้าย เผชิญปัญหาเงินเฟ้ออย่างรุนแรง และค่าเงินลีราตุรกีร่วงกว่า 13% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในภาพรวม ปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงความแข็งแกร่ง โดยมีเพียง 5 ตลาด เท่านั้นที่ติดลบในช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนว่าความตกใจจากการประกาศนโยบายภาษีของ Trump เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา เริ่มคลี่คลาย แม้ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ แต่สัญญาณหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางบวก ทั้งจากจีนที่เริ่มผ่อนคลายนโยบายการคลัง สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดความเข้มงวดทางการเงิน และเยอรมนีที่หันหลังให้กับวินัยการคลังแบบเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้ครึ่งปีแรกจะเต็มไปด้วยแรงกดดันจากนโยบายการค้า ภาษี และอัตราเงินเฟ้อ แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกยังแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวได้ดี และหากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เริ่มคลี่คลายลง ตลาดหุ้นทั่วโลกในครึ่งปีหลังอาจยังคงเดินหน้าสร้างผลตอบแทนได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...