โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐกิจจีนโต 5.2% เกินคาด แต่สัญญาณเตือนมาเต็ม กำลังซื้อคนจีนดิ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น.

แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในไตรมาส 2 ปี 2568 จะออกมาดีเกินคาดที่ 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 5.1% และแม้จะชะลอลงเล็กน้อยจาก 5.4% ในไตรมาสแรก แต่ก็ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนและความตึงเครียดด้านการค้ากับสหรัฐฯ ยังคุกรุ่น ทว่าหากเจาะลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่าเศรษฐกิจแดนมังกรกำลังเผชิญแรงเสียดทานจากหลายด้าน ทั้งความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ ราคาสินค้าตกต่ำ และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจกลับมาทำลายสมดุลอีกครั้ง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ขยายตัว 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 0.9% แม้จะชะลอจากไตรมาสแรกที่โต 1.2% แต่ก็ยังสะท้อนถึงนโยบายพยุงเศรษฐกิจที่ได้ผลในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการเร่งส่งออกล่วงหน้าในช่วงที่สหรัฐฯ และจีนยังอยู่ในภาวะสงบศึกทางการค้า อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในครึ่งหลังของปียังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่ตลาดกำลังจับตาประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Politburo) ปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดชี้ทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

แม้รัฐบาลจีนจะเดินหน้าทุ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปรับลดดอกเบี้ย อัดฉีดสภาพคล่อง และออกมาตรการอุดหนุนผู้บริโภค แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่เริ่มหันไปตั้งการ์ดสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายภาษีจากวอชิงตันและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ยังแก้ไม่ตก

หนึ่งในปัญหาที่สะท้อนความกดดันต่อคนจีนทั่วไปได้ชัดเจนคือ กำลังซื้อที่ลดลง ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมิถุนายนระบุว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว 6.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ในทางตรงกันข้าม การบริโภคภาคเอกชนกลับอ่อนแรง โดยยอดค้าปลีกโตเพียง 4.8% ลดลงจาก 6.4% ในเดือนพฤษภาคม และถือว่าเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี

มาลอรี เจียง แพทย์วัย 30 ปีในเมืองเซินเจิ้น สะท้อนภาพชีวิตคนชั้นกลางในจีนยุคเศรษฐกิจไม่สดใสว่า “ทั้งฉันและสามีรายได้ลดลง เรายังไม่กล้าซื้อบ้านใหม่เลย ตอนนี้ต้องลดรายจ่าย ใช้ขนส่งสาธารณะ กินข้าวโรงพยาบาลหรือทำกับข้าวกินเอง ความกดดันในชีวิตยังสูงมาก”

ภาพรวมการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรก็ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นใจของภาคธุรกิจ โดยช่วงครึ่งปีแรกการลงทุนเติบโตเพียง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 3.7% ในช่วง 5 เดือนแรก ขณะที่ยอดการผลิตเหล็กกล้าดิบในเดือนมิถุนายนร่วงลงถึง 9.2% สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมเริ่มหั่นการผลิตเพราะดีมานด์ในประเทศซบเซา

อีกฟากหนึ่งที่ยังเป็น "แผลเรื้อรัง" คือภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแม้ทางการจีนจะพยายามกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดแนวโน้มขาลงได้ ล่าสุดข้อมูลระบุว่า การลงทุนภาคอสังหาฯ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีหดตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่ราคาบ้านใหม่ในเดือนมิถุนายนลดลงมากที่สุดในรอบ 8 เดือน ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งผลักดันนโยบายฟื้นฟูชุมชนเมืองและโมเดลการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนในยุคที่รายได้ไม่แน่นอน

นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักมองตรงกันว่า แม้ GDP ในครึ่งปีแรกจะยังเกาะอยู่เหนือเป้า 5% ที่รัฐบาลจีนวางไว้ แต่การจะรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ตลอดทั้งปีไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในภาวะที่แรงส่งจากนโยบายคลังเริ่มจางลง และปัจจัยหนุนจากการส่งออกอาจถูกฉุดรั้งหากทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมตามที่ประกาศไว้

แบบจำลองการคาดการณ์ของรอยเตอร์สชี้ว่า GDP ของจีนอาจชะลอตัวเหลือ 4.5% ในไตรมาส 3 และ 4.0% ในไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้ทั้งปี 2568 โตเพียง 4.6% และลดลงต่อเนื่องเหลือ 4.2% ในปี 2569 หากไม่สามารถพลิกฟื้นแรงซื้อภายในประเทศได้ทันเวลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...