โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปตท.ชี้ความต้องการใช้ก๊าซฯ30ปีข้างหน้าโตต่อเนื่อง เร่งรัฐเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยมากขึ้น

Manager Online

เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 09.40 น. • MGR Online

ปตท. ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ชี้ความต้องการใช้ก๊าซฯยังเติบโตต่อเนื่องในอีก20-30ปีข้างหน้า เหตุพลังงานหมุนเวียนมีข้อจำกัด เร่งภาครัฐเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อรับมือความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมีราคาถูกกว่าLNG ต่อยอดไปสู่ปิโตรเคมี ขณะเดียวกันเดินหน้าโครงการCCS ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมายNet Zero

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT กล่าวในวงานสัมมนา iBusiness Forum Decode 2025: The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ว่า ทิศทางพลังงานโลก ขณะนี้มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งระยะสั้นและระยะยาวส่งผลกระทบต่อราคาและความมั่นคงด้านพลังงาน โดยปัจจัยระยะสั้น ได้แก่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ความผันผวนทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากเงินเฟ้อ นโยบายและกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน และการขยายตัวทางดิจิทัล ส่วนปัจจัยระยะยาวได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) เป็นความท้าทายหลัก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์( Net Zero),เทคโนโลยีลดคาร์บอน ฯลฯ

ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนั้นทิศทางพลังงานจะต้องสมดุลกัน(balance)ใน3 เรื่อง คือ ความมั่นคงพลังงาน ความยั่งยืน และพลังงานมีใช้ในราคาที่เหมาะสม

“ทิศทางวันนี้ มีความไม่แน่นอนสูง สหรัฐฯถอยเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือNet Zero ซึ่งปตท. ได้ติดตามและพูดคุยกับบริษัทพลังงานระดับโลก ทุกคนเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะต้องมุ่งสู่Net Zero แม้ว่าจะขรุขระบ้าง แต่ช้าเร็วก็ต้องทำ ซึ่งในช่วง6-7ปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีการพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ทุกวันนี้ความไม่แน่นอนมีสูงมากทั้งปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ ปตท.ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืน ควบคู่กับการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก”นายคงกระพันกล่าว

สำหรับการใช้พลังงานของโลกในปี2566จนถึงปี 2593 มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ถึง 20% เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องเสถียรภาพและราคา ดังนั้น “ก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาด จึงมีความสำคัญอยู่โดยมีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้นจาก24%ในปี2566เป็น26% 2593 ส่วนน้ำมันมีการใช้ลดลงจาก31%เหลือ28% แต่ถ่านหินการใช้ลดงจาก 25%เหลือเพียง13%

โดยไทยและในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นพ้องตรงกันว่าใน 20-30 ปีข้างหน้า ก๊าซฯจะยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของโลก ซึ่งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถการผลิตก๊าซฯได้เองไม่ว่าจะเป็นไทย,เมียนมา ,มาเลเซีย ,อินโดนีเซีย ซึ่งตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน แต่ไทยอม้ว่าจะผลิตก๊าซฯเอง แต่ไม่เพียงพอใช้ในประเทศจึงต้องรูปแบบของก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG ) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางพลังงานโลก ฉะนั้นความมั่นคงทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเน้นการใช้ก๊าซฯเป็นพลังงานหลักควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก

ส่วนแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนมีทั้ง

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน,การใช้พลังงานสะอาด, ,การปลูกป่า และการใช้กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงการดักจับและการจัดเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage :CCS) โดยใน 5 ปีข้างหน้า คาดว่าโครงการCCS จะเพิ่มขึ้น 500 โครงการ ปัจจุบันในสหรัฐฯมีโครงการCCSมากถึง 100โครง รวมถึงการพัฒนาไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดแต่มีต้นทุนสูงอยู่ แต่อนาคตเมื่อต้นทุนไฮโดรเจนถูกลงจะมีการนำมาใช้มากขึ้นทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและผสมในเชื้อเพลิงก๊าซฯในโรงไฟฟ้า

สำหรับทิศทางพลังงานไทย ยังมีทั้งโอกาสและความท้าทาย ขณะที่นโยบายภาครัฐ คือ กระทรวงพลังงาน ก็วางทิศทางส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่ยังต้องใช้เวลาเนื่องจากยังมีข้อจำกัดทั้งความเสถียรในการผลิต และต้นทุนราคาค่าไฟสูงจึงสะท้อนผ่านไปยังอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น แต่การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นของไทยเป็นเรื่องที่ดี

โดยไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึง 88% ดังนั้นราคาน้ำมันโลกจึงมีผลต่อราคาน้ำมันในประเทศ เพราะเราไม่ได้เป็นคนกำหนดราคาน้ำมันในโลก ในไทยมีโรงกลั่น 6โรงกลั่นอยู่ใน 3 กลุ่มคือ กลุ่มปตท. , กลุ่มบางจาก , กลุ่มเชฟรอน ทุกคนก็นำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น ซึ่งน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ขายในประเทศ และ ที่เหลือก็ส่งออกไปต่างประเทศ

ด้านก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยโชคดีที่มีแหล่งก๊าซฯคุณภาพ นำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ช่วยเพิ่ม GDPให้ประเทศไทยราว5% โดยประเทศไทยมีการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทยคิดเป็นสัดส่วน 50%ของความต้องการใช้ มีการนำเข้าก๊าซฯจากจากเมียนมา 15% และนำเข้าLNG ถึง 30% ดังนั้น ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะมีราคาถูก และช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้าLNG ในช่วงที่เกิดสงครามจากต่างประเทศที่มีราคาสูง

“เราต้องให้ความสำคัญกับก๊าซฯ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่ไทยผลิตใช้เองส่วนใหญ่ นำเข้าบ้าง ควบคู่ไปกับการลดการเรือนกระจก เพราะถึงจุดหนึ่งการลดการปล่อยคาร์บอนจะถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า และมีการเก็บภาษี”

ดังนั้น ปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย ควรจะต้องส่งเสริมและเร่งการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆ ,ปลดล็อคข้อจำกัดด้านกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน และCCS,การสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization)

ทั้งนี้ ปตท.เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน ส่งภาษีและรายได้ให้กับประเทศ อีกด้านก็เป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีรายได้และกำไรจากในประเทศเพียง20% ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ เช่น ปตท.สผ.ซึ่งเป็นบริษัทลูก แม้จะมีการลงทุน E&Pในประเทศส่วนหนึ่ง แต่ก็มีการออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อทำกำไรและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในกับประเทศ

ปัจจุบัน ปตท.มีการดำเนินธุรกิจที่หลักผ่าน ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P),ธุรกิจก๊าซฯครบวงจรและลงทุนสถานีรับ-จ่าย(Terminal )LNG 3 แห่งเพื่อรองรับการนำเข้าLNG ได้แก่

1.LNG MTP Terminal แห่งที่ 1 ซึ่ง ปตท.เป็นเจ้าของ รองรับ LNG ได้ 11.5 ล้านตันต่อปี

2. LNG MTP Terminal แห่งที่ 2 ซึ่ง ปตท.ลงทุนร่วมกับ กฟผ. รองรับ LNG ได้ 7.5 ล้านตันต่อปี

3.Gulf MTP Terminal แห่งที่ 3 ซึ่งปตท.ร่วมลงทุนกับกัลฟ์ฯ รองรับLNGได้ 10.8 ล้านตันต่อปี ปัจจุบัน Terminal แห่งที่ 3 ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ,ธุรกิจเทรดดิ้ง ,ธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่น,ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน,ธุรกิจไฟฟ้า และการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

นายคงกระพัน ย้ำว่าปตท.ให้ความสำคัญในการลดการปล่อยก๊าคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) ซึ่งประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายNet Zero ได้หากไม่มีเทคโนโลยี CCS แต่เป็นโครงการใช้เวลาในการพัฒนา 5-7 ปี ที่สำคัญยังไม่มีกฎระเบียบมารองรับ ฉะนั้นภาครัฐและเอกชนจึงต้องร่วมมือกันดำเนินการในเรื่องนี้ ส่วนต้นทุน CCS คาดว่าจะเริ่มคุ้มค่าการลงทุนชัดเจนในปี ค.ศ.2035 แต่วันนี้เราต้องเริ่มทำทั้งการสำรวจพื้นที่ กฎหมายต่างๆ เพื่อที่วันข้างหน้าเราจะยังสามารถใช้ก๊าซฯ และน้ำมันที่ยังมีคงเหลืออยู่บนโลกควบคู่กับการลดคาร์บอนไปด้วย ซึ่งกลุ่มปตท. จะเริ่มดำเนินการCCSในต่างประเทศก่อน เพื่อศึกษาเทคโนโลยี ทำความเข้าใจระบบ และในอนาคตจะขยายบทบาทCCS ออกนอกกลุ่มปตท. โดยปตท.มีแผนลงทุนโครงการCCS จัดเก็บคาร์บอนในรูปของเหลวมาเก็บในอ่าวไทยจะมี 2 ทางเลือก คือ เก็บในหลุมก๊าซฯที่ใช้หมดแล้ว และใต้ชั้นหินในทะเล คาดว่าสามารถเก็บกักคาร์บอนได้ในระดับประมาณ 10 ล้านตันต่อปีหรือมากกว่านั้น

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...