โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หุ้นสหรัฐฯ ไปต่อไหวหรือไม่? เมื่อกำไร 1Q25 โตแกร่ง แต่ Valuation เริ่มตึง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 10.22 น.

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ นักลงทุนยังคงติดตามผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Tariff)

ล่าสุดจากการรวบรวมข้อมูลของ FactSet ในวันที่ 30 พ.ค. 68 บริษัทในดัชนี S&P 500 มีการรายงานผลประกอบการงวด 1Q25 ไปแล้ว 98% ของจำนวนบริษัททั้งหมด โดยมีจำนวนบริษัทที่รายงานกำไรต่อหุ้น (EPS) สูงกว่าคาดการณ์ถึง 78% ของจำนวนบริษัททั้งหมดใน S&P 500 (ค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง เท่ากับ 77%)

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลประกอบการสูงกว่าคาดอย่างโดดเด่น ได้แก่ Health Care, Communication Services และ Information Technology ส่งผลให้กำไรสุทธิใน 1Q25 โดยรวมคาดว่าจะเติบโตถึง 13.3%YoY ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่ดัชนี S&P 500 มีการเติบโตของกำไรในระดับเลขสองหลัก (Double-digit Growth) สะท้อนถึงการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการโดยรวมจะออกมาดีกว่าคาด แต่นักวิเคราะห์ยังคงทยอยปรับลดประมาณการกำไรของปีนี้ลงอย่างต่อเนื่อง โดย Bloomberg Consensus ปรับลดคาดการณ์ EPS ของดัชนี S&P 500 ปีนี้ ลง 2.3% (ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 68 – 30 พ.ค. 68) โดยมีการปรับลดคาดการณ์กำไรลงเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

นำโดยกลุ่ม Energy, Consumer Discretionary และ Materials ในทางกลับกัน กลุ่ม Information Technology และ Communication Services ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไร

แรงหนุนสำคัญมาจากกลุ่ม Magnificent 7 (MAG7) ที่รายงานผลประกอบการงวด 1Q25 ดีกว่าคาด โดยกำไรรวมของกลุ่ม MAG7 ใน 1Q25 เติบโตสูงราว 27.7%YoY (อ้างอิงจากข้อมูล FactSet วันที่ 30 พ.ค. 68)

นอกจากผลประกอบการในไตรมาสแรก นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับมุมมองของบริษัทจดทะเบียนต่อกำไรในไตรมาสถัดไป เนื่องจาก ความไม่แน่นอนของการขึ้นภาษีนำเข้า อาจส่งผลให้บริษัทประสบปัญหาในการประมาณการผลกำไรในอนาคต

จากการรวบรวมข้อมูลของ FactSet พบว่า จำนวนบริษัทในดัชนี S&P 500 ทั้งหมด 478 บริษัท มีจำนวน 259 บริษัท (หรือ คิดเป็น 54%) ยังคงให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับกำไรสุทธิในปีนี้ โดยมีเพียง 8 บริษัท (หรือ คิดเป็น 3%) ที่มีการยกเลิก หรือ ไม่ให้คาดการณ์กำไรในปี 2025

ซึ่งถือว่าต่ำกว่าในช่วง 1Q20 ที่ได้รับผลกระทบจากการ Lockdown ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งมีบริษัทในดัชนี S&P 500 สูงถึง 185 บริษัท ที่มีการยกเลิก หรือ ไม่ให้คาดการณ์กำไรรายปี

นอกจากนั้น ในการรายงานผลประกอบการงวด 1Q25 นี้ มี 139 บริษัท จากทั้งหมด 251 บริษัท (หรือ คิดเป็น 55%) ยังคงประมาณการกำไรในปีนี้อยู่ในระดับเดิมเท่ากับก่อนการรายงานงบ แต่มีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นต่อการเติบโตของกำไร เนื่องจาก ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

โดยบางบริษัทให้เหตุผลว่า การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ อาจช่วยชดเชยผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ จึงยังไม่มีการปรับลดคาดการณ์กำไรในปีนี้ลง

ขณะที่ 64 บริษัท จากทั้งหมด 251 บริษัท (หรือ คิดเป็น 25%) มีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรในปีนี้ขึ้นสูงกว่าคาดการณ์เดิมที่เคยให้ไว้ นำโดยกลุ่ม Information Technology และ Health Care

แม้ว่าผลประกอบการงวด 1Q25 จะยังคงแข็งแกร่งและดีกว่าคาด แต่เรามองว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจมี Upside ที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก ระดับ Valuation ของดัชนี S&P 500 ที่มีความตึงตัว เมื่อพิจารณาจาก 12-month Forward P/E Ratio อยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี +1.4SD (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 30 พ.ค. 68)

ในมุมมองของเรา Valuation ของตลาดหุ้นที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนที่สูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ขณะที่กำไรตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงถูกปรับคาดการณ์กำไรลดลง ทำให้ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวมากขึ้นเมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ

ในทางกลับกัน โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่คาดว่ามีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากความตึงเครียดเรื่องสงครามการค้า เริ่มคลายตัวลง ขณะที่ สถิติในอดีต บ่งชี้ว่า ปัจจัยลบมักจะซึมซับเข้าไปในราคาหุ้นก่อนแล้ว กล่าวคือ ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักทำจุดต่ำสุด ล่วงหน้าก่อนที่ประมาณการกำไรตลาดจะทำจุดต่ำสุด ประมาณ 2 เดือน โดยรอบนี้ดัชนี S&P 500 ได้ทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 68 หรือประมาณ 2 เดือนที่แล้ว

นอกจากนี้ การรายงานผลประกอบการงวด 1Q25 ที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง และสัดส่วนของบริษัทจดทะเบียนที่มีการปรับลดคาดการณ์กำไรในปีนี้มีจำนวนไม่มาก เพราะฉะนั้น เราประเมินว่า มีโอกาสที่การปรับประมาณการกำไรตลาดหุ้นสหรัฐฯ ของนักวิเคราะห์ในตลาด น่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้วเช่นเดียวกัน หากว่าไม่มีปัจจัยลบใหม่เพิ่มเติมเข้ามากระทบ

ในระยะกลางถึงยาว เราคาดว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นได้ ด้วยแรงหนุนจากทิศทางการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและการประยุกต์ใช้ AI เพื่อช่วยเพิ่ม Productivity แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่คาดว่าไม่น่าจะถึงขั้นถดถอย ส่วนนโยบายการเงินของ Fed มีแนวโน้มผ่อนคลาย

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นได้ คือ พัฒนาการของนโยบายการค้าและการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าประเทศต่าง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...