โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม

THE STANDARD

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 12.01 น. • thestandard.co
เจาะวิกฤต Rule of Law: ทำไมผู้มีอำนาจลอยนวล แต่คนเปราะบางถูกลืม

กรุงวอร์ซอ โปแลนด์– “ทำไมความยุติธรรมจึงดูห่างไกลและไม่สม่ำเสมอ?

ทำไมผู้มีอำนาจดูเหมือนจะลอยนวล ในขณะที่คนเปราะบางยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือ?

ทำไมนักการเมืองมักทำ ‘เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง’ มากกว่าความต้องการของประชาชน?”

ผู้แทนจากเอเชียร่วมอภิปรายวิกฤตหลักนิติธรรมในงาน World Justice Forum 2025 ที่โปแลนด์

ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

คำถามอันทรงพลังเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดย ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กลางเวทีเสวนาย่อย ‘การเสริมสร้างความรับผิดชอบผ่านการปฏิรูปหลักนิติธรรมในเอเชียแปซิฟิก’ ณ การประชุมระดับโลก World Justice Forum 2025 ซึ่ง TIJ ร่วมจัดกับ World Justice Project (WJP) เวทีฟอรั่มปีนี้จัดขึ้นที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

นี่ไม่ใช่คำถามนามธรรม แต่คือเสียงสะท้อนของ ‘วิกฤตศรัทธาของสาธารณชน’ ที่กำลังกัดเซาะรากฐานของหลักนิติธรรมทั่วทั้งภูมิภาค และเป็นโจทย์ใหญ่ที่วงเสวนานี้พยายามถอดรหัสและหาทางออก ข้อมูลล่าสุดจาก WJP Rule of Law Index 2024 ยืนยันว่าหลักนิติธรรมทั่วโลกเสื่อมถอยลงเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน และมีถึง 57% ของประเทศทั่วโลกที่มีคะแนนลดลง

ดร.กิตติพงษ์ ย้ำว่า “โดยแก่นแท้แล้ว หลักนิติธรรมคือเรื่องของความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และความไว้วางใจ” แต่ “หลักนิติธรรมไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และความรับผิดชอบซึ่งเป็นรากฐานของความชอบธรรม จะต้องถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านศาลที่เป็นอิสระ สถาบันที่เปิดกว้าง การกำกับดูแลที่มีความหมาย และการเข้าถึงการเยียวยาที่ประชาชนสามารถไว้วางใจและเข้าถึงได้”

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ

TIJ กับบทบาท ‘ผู้ลงมือทำ’

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความพยายามของไทยในการขับเคลื่อนการปฏิรูปหลักนิติธรรมท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองที่ผันผวนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เขากล่าวว่า ในช่วงเวลานั้น “วาทกรรมหลักที่ชี้นำเรื่องการปฏิรูปหลักนิติธรรมคือ ทุกคนบอกว่าสำคัญมาก และถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กลับไม่มีใครมีภาพที่ชัดเจนเลยว่าจะเริ่มต้นทำอะไรกับแนวคิดเรื่องหลักนิติธรรมนี้ดี”

TIJ จึงเห็นช่องว่างนี้ และได้นำเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) ของ WJP มาใช้เป็น ‘เข็มทิศร่วม’ ซึ่งในปี 2024 นี้ จัดให้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 78 ของโลก ด้วยคะแนน 0.50 เต็ม 1.00 แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนของไทยปรับตัวดีขึ้น 1.5% จากปีก่อนหน้า ดร.พิเศษอธิบายว่า “เราเห็นช่องว่างตรงนั้น และเราได้ใช้ประโยชน์จากระเบียบวิธีของดัชนีที่เข้มแข็งนี้ และพยายามเสนอว่า แทนที่เราจะเสียเวลาไปกับการถกเถียงเรื่องความหมายหรือนิยาม เรามาใช้มาตรวัดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างดัชนีหลักนิติธรรมเพื่อนำทางการพูดคุยกันดีกว่า”

ดร.ศรีรักษ์ พลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก World Justice Project

ดร.ศรีรักษ์ พลิพัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ WJP ได้เล่าเบื้องหลังว่าก่อนที่จะมาจับมือกับ TIJ เคยพยายามพูดคุยกับหน่วยงานรัฐบาลไทยถึง 4 แห่ง เพื่อหาทางยกระดับคะแนนดัชนี แต่ละหน่วยงานต่างเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ส่งต่อให้เขาไปคุยกับหน่วยงานถัดไป จนกระทั่ง TIJ เป็นหน่วยงานที่ 5 และพวกเขาไม่ได้ส่งผมต่อไปที่หน่วยงานที่ 6 แต่กลับบอกว่า “มาทำให้เกิดขึ้นกันเถอะ”

จากจุดนั้น TIJ ได้กลายเป็นแกนหลักในการเชิญผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานรัฐกว่า 100 คนมาร่วมกันระดมสมอง เพื่อหาปัญหาและทางออกใน 15 ประเด็นที่รัฐบาลไทยต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้น

ดร.พิเศษ ย้ำว่า “ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบครั้งเดียวจบสำหรับ TIJ เรารู้ดีว่านี่คือเกมระยะยาว” และหัวใจสำคัญคือการทำให้เรื่องนี้เข้าถึงประชาชน “คุณไม่สามารถปล่อยให้นักกฎหมายเป็นผู้นำในการถกเถียงเรื่องนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวได้ คุณต้องทำให้ความท้าทายของหลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่คนธรรมดา คนเดินถนน รู้สึกเชื่อมโยงได้ และสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด”

บทเรียนราคาแพงจากเกาหลีใต้: เมื่อผู้พิพากษาและอัยการตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง

ในขณะที่ไทยกำลังแสวงหาหนทาง ผู้พิพากษา แจวู จุง จากศาลชั้นต้นจินจู ประเทศเกาหลีใต้ ได้แบ่งปันเรื่องราวที่เปรียบเสมือน ‘บทเรียนราคาแพง’ แม้ว่าเกาหลีใต้จะอยู่ในอันดับที่ 19 ของโลกด้วยคะแนนที่ค่อนข้างสูงคือ 0.74 แต่เขาได้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สั่นคลอนรากฐานของหลักนิติธรรม

ผู้พิพากษาจุงเล่าย้อนไปถึงคดีอื้อฉาวสั่นคลอนวงการยุติธรรมเกาหลีใต้หลายคดีติดต่อกัน:

  • คดีสินบนนักการเมือง: ประธานบริษัทใหญ่ฆ่าตัวตาย พร้อมทิ้งบันทึกการจ่ายสินบนให้นักการเมืองระดับสูง แต่สุดท้ายไม่มีใครถูกลงโทษเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ
  • คดีอดีตผู้พิพากษาเรียกรับเงิน: ทนายความซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษา เรียกรับเงินจากลูกความถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างว่าจะนำไปวิ่งเต้นผู้พิพากษาที่กำลังทำคดี กรณีเช่นนี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อศาลอย่างรุนแรง
  • คดี ‘ผู้พิพากษาเรนจ์โรเวอร์’: ผู้พิพากษาอาวุโสรับสินบนเป็นรถยนต์เรนจ์โรเวอร์และเงินสดจากซีอีโอบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ และสุดท้ายถูกตัดสินจำคุก 7 ปี “เป็นช่วงเวลาที่น่าอัปยศอย่างยิ่ง และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้” ผู้พิพากษาจุงกล่าว

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สถานการณ์ล่าสุดที่คุกคามหลักนิติธรรมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนคือ ‘การประกาศกฎอัยการศึก’ โดยอดีตประธานาธิบดีในปี 2024 แม้จะถูกสภาโหวตยกเลิกได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง แต่เหตุการณ์นี้ได้ปลุกความทรงจำอันเจ็บปวดของคนเกาหลีใต้ และแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบ

อินเดีย: มหาอำนาจตุลาการในภาวะวิกฤต

ผู้พิพากษามาดัน บี. โลกูร์ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาอินเดีย ได้สะท้อนภาพความท้าทายของประเทศที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อน เขากล่าวว่าระบบยุติธรรมของอินเดียกำลังเผชิญ ‘ภาวะวิกฤต’ จากจำนวนคดีที่สูงจนน่าตกใจ และตำแหน่งผู้พิพากษาที่ว่างลงถึง 20% ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนออกมาในคะแนนดัชนีที่ 0.50 อยู่อันดับที่ 79 ของโลก ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทยอย่างมาก

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ‘ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ’ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นหลังจากศาลฎีกาตัดสินว่า กฎหมายที่รัฐบาลเสนอ เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการแต่งตั้งผู้พิพากษาแห่งชาตินั้น ‘ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’ เพราะกระทบต่อความเป็นอิสระของศาล

อินเดียพยายามแก้ปัญหาด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น โครงการ e-Courts และ ฐานข้อมูลตุลาการแห่งชาติ (National Judicial Data Grid) ซึ่งเปิดเผยข้อมูลทุกคดีสู่สาธารณะ ทำให้สามารถติดตามและประเมินผลการทำงานของผู้พิพากษาแต่ละคนได้อย่างโปร่งใส ผู้พิพากษาโลกูร์ยอมรับว่าการทุจริตยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือการย้ำเตือนว่า “ความยุติธรรมต้องเป็นไปเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อผู้พิพากษาหรือรัฐบาล พลเมืองต่างหากที่ต้องเป็นศูนย์กลางของความยุติธรรม”

มุมมองจากญี่ปุ่น: การปฏิรูปต้องใช้เวลาและข้อมูล

โนโซมิ อิวามา จากหน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ได้นำเสนอมุมมองของหน่วยงานผู้ให้การสนับสนุนการพัฒนา โดยญี่ปุ่นเองเป็นประเทศที่มีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ได้รับคะแนน 0.79 และอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก เธอกล่าวว่า JICA สนับสนุนการปฏิรูปกฎหมายในเอเชียมานานกว่า 30 ปี โดยเน้นแนวทางที่ยึดผู้รับเป็นศูนย์กลางและเป็นการสนับสนุนในระยะยาว

เธอยกตัวอย่างการสนับสนุนเมียนมา ที่ JICA เริ่มจากการสร้างขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ก่อน แล้วจึงค่อยไปสู่การร่างกฎหมายแพ่ง ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ เธอยอมรับว่า แม้ JICA จะทำงานมานาน แต่การวัดผลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Interventions) ยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเก็บข้อมูลอย่างจริงจังในการปฏิรูปทุกระดับ

เวทีเสวนาย่อย ‘การเสริมสร้างความรับผิดชอบผ่านการปฏิรูปหลักนิติธรรมในเอเชียแปซิฟิก’

อนาคตของหลักนิติธรรมในภูมิภาค

บทสรุปจากเวทีนี้ชัดเจนว่า วิกฤตศรัทธาต่อหลักนิติธรรมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ WJP ที่ชี้ว่าปัจจัยที่ทำให้คะแนนทั่วโลกตกต่ำลงมากที่สุดคือ การจำกัดอำนาจรัฐบาล และ การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่อ่อนแอลง การแทรกแซงทางการเมือง การทุจริต และระบบที่ไม่ตอบสนองต่อประชาชนคือ ‘ความท้าทายร่วมกัน’

การลุกขึ้นมาของภาคประชาสังคมอย่าง TIJ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใส และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่หลากหลาย คือเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้ครั้งนี้

การเดินทางเพื่อสร้างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งยังอีกยาวไกลและต้องอาศัยการลงแรงจากทุกภาคส่วน อย่างที่ ดร. กิตติพงษ์ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “การยืนหยัดเพื่อหลักนิติธรรมนั้นเป็นมากกว่าการปกป้องหลักการ แต่คือการกำหนดรูปแบบสังคมที่เราอยากจะอยู่ และอนาคตที่เราอยากจะทิ้งไว้เบื้องหลัง”

ภาพ: Stock Studio 4477/ Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...