8 เช็กลิสต์ สำรวจชีวิต ถึงเวลาต้องเปลี่ยนงานหรือยัง?
คนทำงานส่วนใหญ่มักเคยเผชิญช่วงเวลาที่ไม่มีความสุขกับงาน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น ทำงานมาหลายปีแต่ไม่เติบโต เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ เจ้านายไม่แฟร์ เงินเดือนเหมือนเงินทอน หรืองานน่าเบื่อ สารพัดปัญหาที่คนทำงานเคยเจอ อาจทำให้เรามีความคิด ‘อยากลาออก’ ขึ้นมาในตอนเช้าหรือตอนที่นั่งรถไปทำงาน
.
แต่บางครั้งการตัดสินใจลาออกอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกเคว้งคว้างและหลงทางมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ลาออกเพราะรู้สึกว่าปัญหาที่ทำงานเดิมรุนแรงจนไม่อยากทนอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นเตรียมไว้ในชีวิต
.
ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจลาออกหรือเปลี่ยนสายงาน เราควรที่จะหยุดคิดสักนิด และพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้ดีเสียก่อน
.
.
สิ่งที่ทำให้คนทำงานอยาก ‘ลาออก’
.
คนทำงานบางคนอาจจะกำลังรอช่วงเวลาที่สบโอกาสที่สุดในการเริ่มต้นใหม่กับสังคมใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่หรือ ‘งานใหม่’ โดยแต่ละคนก็อาจจะมีเหตุผลหรือแรงจูงใจที่แตกต่างกันออกไป เช่น อยากเปลี่ยนสายงาน อยากเพิ่มฐานเงินเดือน หรืออยากมี Work-life Balance เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเหตุผลของการลาออกจะเป็นอะไร แต่คนทำงานจำนวนไม่น้อยอยากลาออกเพราะ ‘ปัญหา’ ในที่ทำงานเริ่มบั่นทอนสุขภาพกายหรือสุขภาพใจจนทนไม่ไหว
.
โดยข้อมูลสถิติการลาออกของแรงงานในประเทศไทย ที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 คนไทยลาออกจากงาน 57% ซึ่ง JobsDB ก็ได้แบ่งปันเหตุผลที่ทำให้คนลาออกจากงาน ตามที่สรุปจากหนังสือเรื่อง The 7 Hidden Reasons Employees Leave เอาไว้ดังนี้
.
1. งานหรือสภาพแวดล้อมที่ทำงานไม่เป็นไปอย่างที่พนักงานคาดหวัง
2. พนักงานไม่ได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพของตัวเอง
3. พนักงานไม่ได้รับการสอนงานอย่างถูกต้องเหมาะสม
4. พนักงานรู้สึกว่าไม่มีโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพ
5. พนักงานรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับ และไม่มีคุณค่าต่อองค์กร
6. ปริมาณงานที่มากเกินไปทำให้พนักงานเกิดความเครียดและขาด Work-life Balance
7. พนักงานสูญเสียความเชื่อใจและความเชื่อมั่นในองค์กร รวมถึงตัวผู้บริหาร
.
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการย้ายงานบ่อยๆ (Job Hopping) จะไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับคนทำงานยุคใหม่ แต่คนส่วนใหญ่ที่ลาออก หรือตัดสินใจย้ายงานด้วยสาเหตุเพราะไม่อยากทนกับปัญหาท็อกซิกในที่ทำงานก็อาจจะเร่งรีบตัดสินใจจนไม่ทันได้วางแผนล่วงหน้าให้ดี
.
บวกกับตลาดแรงงานตอนนี้ก็ค่อนข้างท้าทายสำหรับคนทำงานไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงานอย่าง Gen Z เนื่องจากงานหาได้ยากขึ้น เศรษฐกิจก็ค่อยๆ ย่ำแย่ตั้งแต่เริ่มงานแรกในชีวิต ทำให้บางครั้งทางเลือกที่เกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันอาจทำให้คนที่กำลังมองหางานใหม่รู้สึกสับสนและไม่กล้าตัดสินใจ
.
ซึ่งปัญหาเรื่องงานที่หนักข้อมากขึ้นทุกวัน และความไม่มั่นคงของสถานการณ์ตลาดแรงงานอาจสร้างความกังวลให้กับคนที่อยากลาออก และในบางครั้งก็อาจจะเกิดคำถามกับตัวเองมากมาย เช่น ผิดที่งานหรือผิดที่เราไม่เก่งพอ? ลาออกเลยหรือควรรอต่อไปจนกว่าจะมั่นใจจริงๆ?
.
แต่คำถามสำคัญข้อถัดมาก็คือ “แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะลุยต่อหรือลาออกดี?”
.
.
8 คำถามสำรวจใจคนทำงานว่าเราควร ‘ไปต่อกับงานเดิม’ หรือควร ‘เริ่มต้นใหม่กับงานใหม่’?
.
เป็นธรรมดาที่คนทำงานมักจะเผชิญกับความทุกข์ หรือรู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาไม่สอดคล้องกับความทุ่มเทลงทุนลงแรงของเรา และเมื่อความรู้สึกนี้ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้คนส่วนใหญ่มองหาทางเลือกอื่นๆ ที่น่าจะสร้างโอกาสดีๆ ให้กับเราได้มากกว่า ซึ่งก็คือ ‘การลาออก’ นั่นเอง
.
อย่างไรก็ดี Cynthia Pong ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Don’t Stay in Your Lane: The Career Change Guide for Women of Color” กลับมองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตอย่างการลาออก หรือการย้ายงานอาจสร้างความสับสนให้กับใครหลายคนมากกว่าเดิม
.
ดังนั้น ก่อนที่กระโดดออกจากงานเดิม เพื่อก้าวไปหาโอกาสใหม่โดยที่เราเองก็ยังไม่แน่ใจกับตัวเลือกนั้น ลองพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอย่างถี่ถ้วนด้วย 8 คำถามจาก Cynthia Pong เพื่อสำรวจเป้าหมายและชีวิตในปัจจุบันของเราก่อนดีกว่า
.
.
[ ] อะไรคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดในตอนนี้?
.
งานเป็นส่วนหนึ่งของเรา และยังเชื่อมโยงกับด้านอื่นๆ ในชีวิตของเราด้วย ดังนั้นคุณค่าที่เราให้ความสำคัญกับชีวิตโดยรวม เช่น การก้าวหน้าในอาชีพ ความมั่นคงทางการเงิน ความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน หรือการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำงาน จึงเป็นเข็มทิศให้กับชีวิตการทำงานของเราได้
.
.
[ ] มีอะไรบ้างที่กำลังไปได้ดี?
.
ถึงจะมีปัญหาเรื่องงานมากมายรุมเร้า แต่ก็อาจมีบางอย่างที่กำลังดำเนินไปด้วยดี เช่น เพื่อนร่วมงานที่สนับสนุนกัน มีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น หรือเป็นงานที่เราสามารถใช้ทักษะ และแสดงศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และการโฟกัสกับเรื่องดีนี้อาจทำให้เรารับรู้ได้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันอาจจะดีกว่าที่เรากังวลอยู่ก็ได้
.
.
[ ] มีอะไรบ้างที่ติดขัด และเป็นปัญหาในช่วงนี้?
.
คำถามนี้จะชวนให้เราพิจารณาปัญหาเรื่องงานที่กำลังเผชิญอยู่ เช่น ปัญหาอยู่ที่ตัวงาน ตัวคน หรือตัวองค์กรกันแน่ การระบุอย่างชัดเจนจะช่วยให้เราคิดหากลยุทธ์ในการรับมือได้อย่างแม่นยำมากขึ้น และทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเราจะแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างไร
.
.
[ ] ลางสังหรณ์ของเรากำลังบอกอะไร?
.
บางครั้งลางสังหรณ์ก็ช่วยชีวิตใครหลายคนเอาไว้ ลองใช้จินตนาการของเราในการเปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆ แล้วพิจารณาว่าตัวเลือกไหนที่ทำให้เรารู้สึกโล่งใจ? ตัวเลือกไหนสร้างความกังวล? หรือตัวเลือกไหนทำให้เราตื่นเต้นและมีไฟขึ้นมาได้?
.
การใส่ใจกับปฏิกิริยาทางร่างกายและอารมณ์กับตัวเลือกแต่ละอย่างอาจทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าแท้จริงแล้วเรารู้สึกปลอดภัยและมั่นคงกับทางเลือกไหน
.
.
[ ] เราคิดถึงการลาออกบ่อยแค่ไหนในสัปดาห์ที่ผ่านมา?
.
ความหงุดหงิดเป็นครั้งคราวถือเป็นเรื่องปกติในทุกงาน แต่ถ้าเรามีอารมณ์ลบๆ เช่น ความหงุดหงิด ความเครียดเรื้อรัง ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ความเหนื่อยล้า มีสุขภาพแย่ลง หรือคิดถึงการลาออกอยู่บ่อยครั้งอาจชี้ให้เห็นถึงสัญญาณบางอย่างในจิตใจของเราเอง
.
ซึ่งถ้าก่อนหน้านั้นเราได้เคยลองเปลี่ยนบทบาท หรือเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น นี่ก็อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าอาจจะถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้น
.
.
[ ] เราใฝ่ฝันที่จะทำสิ่งที่แตกต่างออกไปบ้างไหม?
.
บางครั้งความชื่นชอบหรือความสนใจในสาขาและอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็อาจจะสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับเราได้ในช่วงเวลานี้ ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าความปรารถนาหรือแรงไฟในงานอื่นจริงจังและก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา การลองคุยกับหัวหน้าเพื่อขอเปลี่ยนบทบาท หรือเปลี่ยนสายงานก็อาจจะช่วยทำให้เรารู้สึกกระตือรือร้นกับงานมากขึ้น โดยไม่ต้องลาออกจากที่ทำงานเดิมก็ได้
.
.
[ ] คนรอบตัวแนะนำให้เราลาออกบ่อยแค่ไหน?
.
บางครั้งคนอื่นก็สามารถมองเห็นสถานการณ์ของเราได้ชัดเจนกว่าที่ตัวเราเอง หากผู้คนที่รู้จักกันดีแนะนำบ่อยมากขึ้นในช่วงนี้ว่าเราควรจะมีความสุขมากขึ้น หรือควรหาโอกาสที่ดีกว่าในเส้นทางอาชีพอื่นๆ ถึงจะเป็นมุมมองจากบุคคลที่สาม แต่ถ้าในช่วงนี้เราเองก็รู้สึกเหนื่อยล้ากับงานมากกว่าเดิม ความคิดเห็นเหล่านั้นก็คุ้มค่าที่จะเก็บมาพิจารณาเหมือนกัน
.
.
[ ] ถ้าได้เปลี่ยนงานจริงๆ ทักษะอะไรบ้างที่เราสามารถนำไปใช้ในงานใหม่ได้?
.
ประสบการณ์จากงานเดิมอาจเพิ่มพูนทักษะบางอย่างให้กับเราได้มากขึ้น ซึ่งการสำรวจตัวเองผ่านคำถามข้อนี้จะช่วยให้เราสามารถระบุจุดแข็งของตัวเอง รวมถึงความเป็นไปได้และโอกาสใหม่ๆ ที่รอเราอยู่ในอนาคต
.
คำถามข้อนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเราได้แล้ว ยังทำให้เรามองเห็นความแน่นอนของตัวเลือกแต่ละอย่างก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะลาออก หรืออยู่ต่อไปได้อย่างชัดเจนมากขึ้นอีกด้วย
.
.
ทั้งนี้ ในขณะที่เรายังคงต้องเผชิญและรับมือกับช่วงเวลาที่ท้าทายในชีวิตการทำงานอยู่นี้ การลาออกหรือเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอองค์กรที่ใช่และเหมาะกับเราอย่างไร้ที่ติอาจไม่ใช่ทางออกเดียวเสมอไป และไม่ว่าองค์กรนั้นจะดีแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องเจอกับปัญหาเรื่องงานอีก
.
การเผชิญหน้ากับปัญหา และคิดหากลยุทธ์เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จริง แต่ก็ทำให้เราสามารถเพิ่มความสุขและความพึงพอใจให้กับชีวิตการทำงานได้มากเช่นกัน
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเราจะตัดสินใจอย่างไร หรือเลือกทางไหน แต่การได้เดินตามแนวทางอาชีพที่เราตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็คือรูปแบบหนึ่งของการเติบโตและพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง
.
.
อ้างอิง
- I’ve helped hundreds of people land new jobs—don’t switch careers before asking yourself 10 questions: Cynthia Pong, CNBC - https://bit.ly/44Ysq5w
- Why You Should Stop Trying To Change Career (And What To Do Instead): Careershifters - https://bit.ly/42PeyJB
- Why People Quit Their Jobs: Harvard Business Review - https://bit.ly/3GIz7yF
- ทำไมคนถึงอยากลาออกจากงาน ?: JobsDB - https://bit.ly/431jaLu
- สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกุมภาพันธ์ 2567: สำนักงานสถิติแห่งชาติ - https://bit.ly/3SrPF0o
.
.
#trend
#worklife
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast