โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

MOODY: “เป็นหนูหนูไม่พูดนะคะ มารยาทนิดนึง” ควรรับมืออย่างไร ในวันที่ใครบางคนพูดจาหยาบคาย ด้วยอารมณ์รุนแรงใส่เรา

BrandThink

เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 04.23 น.

เป็นคุณจะทำอย่างไร หากเจอคนมาพูดจาหยาบคายใส่?

ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ในแต่ละวันเราจะพบใครบางคนที่พูดจาไม่ดี ใส่อารมณ์ หรือปฏิบัติต่อเราอย่างหยาบคายแบบไม่เกรงใจ บางครั้งเขาอาจเป็นคนแปลกหน้าบนรถไฟฟ้า บ่อยครั้งอาจเป็นเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ หรือบางทีกลับเป็นคนใกล้ตัวเสียเองที่ใช้คำพูดรุนแรงใส่ แน่นอนว่าเป็นใครก็อยากโต้กลับแบบแรงมาก็แรงกลับ

เพราะพฤติกรรมหยาบคายไม่ใช่เรื่องที่เราต้องยอมรับ แต่ MOODY อยากชวนให้ทุกคนหายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง ให้ใจเย็นลงสักหน่อย แล้วมองว่าเราไม่จำเป็นต้องตอบโต้กลับด้วยความรุนแรง เนื่องจากบางครั้งคำพูดธรรมดาๆ ที่เปล่งออกมาด้วยความสงบ ก็สามารถเขย่าความหยาบกร้านในใจใครบางคนให้เบาลงได้มากกว่าการปะทะที่รุนแรง ลองเริ่มจากประโยคง่ายๆ อย่าง

“คุณดูหงุดหงิดนะ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?”

“ฉันทำอะไรให้คุณไม่พอใจหรือเปล่า?”

นี่ไม่ใช่แค่คำถาม แต่คือการยื่นมือออกไปให้เขาได้สังเกตตัวเอง โดยเปลี่ยนบทสนทนาจากการชวนปะทะ มาเป็นการชวนให้หันกลับมามองข้างในของตัวเขาเอง บางทีเขาอาจแค่ต้องการใครสักคนที่สังเกตว่าวันนี้เขาไม่ปกติดีเท่าไร

แต่ถ้าคำพูดที่เราได้ยินนั้น ชัดเจนว่าก้าวข้ามเส้นความเหมาะสมไปแล้ว ลองประโยคอย่าง

“ฉันแปลกใจนะที่คุณกล้าพูดแบบนั้นออกมา”

“คุณกำลังฟังตัวเองอยู่หรือเปล่า”

การใช้วลีเหล่านี้ คือการที่เรากำลังบอกคนพูดว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพูดนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และบางทีพวกเขาอาจต้องประเมินคำพูดของตนเองใหม่ ยังมีงานวิจัยพบว่าการเตือนผู้อื่นว่าพวกเขากำลังหยาบคายสามารถทำให้พวกเขาตระหนักว่าต้องแก้ไขพฤติกรรมของตนเอง หรือบางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องเตือนเขาโดยตรง แค่ถามว่า

“ช่วยพูดอีกทีได้ไหม”

ไม่ใช่การขอซ้ำเพราะไม่ได้ยิน แต่คือการบอกว่า สิ่งที่คุณพูดออกมานั้นแรงพอจะทำให้ฉันต้องหยุด และคิดว่ามันเหมาะสมไหมที่จะพูดใส่กันแบบนี้ หรือบางครั้ง ถ้อยคำที่ดึงพลังงานลบให้กลับมาอยู่บนเส้นทางของความร่วมมือ อาจมาในรูปแบบของคำถามอย่าง

“เราจะหาทางทำให้เรื่องนี้เวิร์กสำหรับเราทั้งคู่ได้ยังไงดี?”

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเรายอมแพ้ แต่หมายความว่าเรากำลังวางขอบเขตอย่างสงบ และยื่นเชิญชวนให้อีกฝ่ายลองเลือกความร่วมมือแทนความขัดแย้ง หรือเมื่อเรารู้ว่าอีกฝ่ายแค่ต้องการมีตัวตน คำพูดง่ายๆ อย่าง

“ฉันเข้าใจในสิ่งที่คุณพูดนะ”

“ฉันดีใจที่คุณแบ่งปันมุมมองของคุณกับฉัน”

ประโยคเหล่านี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่เขารอฟังจากใครสักคนมานานแสนนาน การได้รับการยอมรับแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้หัวใจที่แข็งทื่อ เริ่มคลายลงได้ แต่ในบางครั้งหากถ้อยคำของเขารุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับได้ ให้ลองถามคำถามอย่าง

“ฉันรู้ว่าคุณอารมณ์เสีย ลองใจเย็นๆ มีอะไรที่อยากเล่าให้ฟังไหม”

จะช่วยเปลี่ยนทิศทางของบทสนทนา โดยยังคงเปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความรู้สึก แต่ขอให้เขาทำในแบบที่เคารพกัน และถ้าทุกอย่างยังไม่เปลี่ยนแปลงเลย การพูดว่า

“หยุดเถอะ”

ด้วยน้ำเสียงสงบและจริงใจ ก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่เพื่อควบคุมอีกฝ่าย แต่เพื่อปกป้องตัวเราเอง

อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งถ้อยคำใดๆ ก็ไม่อาจเทียบเท่าพลังของ ‘ความเงียบ’ เพียงการมองเขานิ่งๆ โดยไม่พูดอะไรเลย อาจกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่ช่วยสะท้อนสิ่งที่เขาควรเห็นโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพราะมันเป็นการปฏิเสธความรุนแรงโดยสิ้นเชิง

และหากรู้สึกว่าความโกรธในตัวเองกำลังพุ่งขึ้น การเดินออกมาจากสถานการณ์ตรงนั้น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเราเลือกที่จะเคารพตัวเองมากแค่ไหน

เราทุกคนต่างมีขอบเขต มีหัวใจ และมีพื้นที่ส่วนตัวที่ควรได้รับความเคารพ

และวิธีที่เราปกป้องสิ่งเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องแข็งกร้าว ก้าวร้าว แต่อาจใช้เพียงความสงบ มั่นคง และน้ำเสียงของมนุษย์ที่ยังอยากเชื่อในความอ่อนโยน

ในวันที่ทุกคนต้องเผชิญกับคนที่ใจร้อน หยาบคาย หรือเจ็บปวดเกินควบคุม MOODY คิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องยื่นดาบ ตั้งเกราะขึ้นมาเท่านั้น แต่สามารถพูดด้วยหัวใจที่มั่นคง สื่อสารด้วยถ้อยคำที่เคารพตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้ความเข้าใจเข้าไปอยู่แทนที่ความรุนแรง ก็สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้เหมือนกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...