เปิดตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนีดิ่ง 10.44 จุด ลงมายืน 1,084.14 จุด
เปิดการซื้อขายตลาดหุ้นไทยภาคเช้าวันนี้ 19 มิ.ย.68 ณ เวลา 10.07 น. ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,084.14 จุด ลดลง 10.44 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.95 จุด นับตั้งแต่เปิดตลาดซื้อขายดัชนีแกว่งตัวในกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,085.71 - 1,080.15 จุด มีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 5,835.31 ล้านบาท
โดย 5 หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดในภาคเช้าวันนี้ ได้แก่
- GULF ราคา 40.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.23% มูลค่าซื้อขาย 565.33 ล้านบาท
- KBANK ราคา 148.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ1.99 % มูลค่าซื้อขาย 515.21 ล้านบาท
- KTB ราคา 21.30 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ 1.84% มูลค่าซื้อขาย 367.33 ล้านบาท
- AOT ราคา 27.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.89% มูลค่าซื้อขาย 333.33 ล้านบาท
- CPALL ราคา 43.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.69% มูลค่าซื้อขาย 291.94 ล้านบาท
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็นทางการเมืองไทยที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติที่อาจนำไปสู่การยุบสภา จาก 2 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่
- การปรับคณะรัฐมนตรี โดยจะเรียกคืนตำแหน่ง รมว.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล
- ประเด็นคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร กับอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2568 โดยบทสนทนาแสดงถึงความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพไทย การแทนตัวเองในฐานะหลานและแสดงความนับถือต่ออีกฝ่ายในฐานะลุง รวมถึงการรับปากจะดำเนินการตามที่สมเด็จฮุน เซนร้องขอ คลิปดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าการวางตัวไม่เหมาะสมต่อสถานะผู้นำประเทศ และมีเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภา
ฉากทัศน์การเมืองที่เป็นไปได้ : ทางฝ่ายประเมินฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ ดังนี้
- เปลี่ยนนายกฯ เป็นคุณอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเพื่อไทยและภูมิใจไทยยังคงร่วมรัฐบาล โอกาส 40%
- ยุบสภา โอกาส 30% โดยเฉพาะหากพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมใจกันถอนตัว
- เพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ โอกาส 20% นายกฯ อาจพยายามบริหารต่อ แต่จะเผชิญแรงต้านและความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องถอดถอน อีกทั้งการเปลี่ยนนายกฯ อาจไม่ได้รับเสียงรับรองจากรัฐสภา (ส.ส. + ส.ว.)
- สลับขั้ว (พรรคประชาชน + ภูมิใจไทย) โอกาส 10% พรรคประชาชนอาจเข้าร่วมรัฐบาลเฉพาะกิจ 6–12 เดือน เพื่อให้กลไกงบประมาณไม่สะดุด และเตรียมเลือกตั้ง
ไม่ว่าผลจะออกทางไหน ก็ดูไม่ค่อยดี : ทั้งฉากทัศน์ที่ 1, 3 และ 4 แม้สามารถแก้วิกฤติการเมืองระยะสั้นได้ แต่จะเจอข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 (ยุบสภา) จะทำให้รัฐบาลเข้าสู่สถานะรักษาการ เสี่ยงที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 จะล่าช้า ซึ่งกระทบต่อการเบิกจ่ายและเศรษฐกิจในช่วงที่โลกเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า
หลีกเลี่ยงกลุ่ม Domestic : กลุ่มที่อิงการใช้จ่ายภาครัฐ (เช่น รับเหมาก่อสร้าง, สื่อสารขนาดเล็ก) และกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ (ค้าปลีก, ธนาคาร, การเงิน) มีแนวโน้มได้รับผลกระทบในทุกฉากทัศน์ที่ไม่เป็นบวก ขณะที่กลุ่มหุ้นที่อิงเศรษฐกิจต่างประเทศ (พลังงาน, บรรจุภัณฑ์, ปิโตรเคมี) และกลุ่มสาธารณูปโภค (เช่น ไฟฟ้า) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำด้านกำไร มีแนวโน้ม Outperform ตลาดในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง
ผลกระทบต่อ GDP : ความล่าช้าของพ.ร.บ.งบประมาณ หรือขาดมาตรการที่เหมาะสมที่จะบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นภาษีการค้า จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลด GDP ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายภายนอกต่างๆ ทางฝ่ายมองหุ้นกลุ่มอิงปัจจัยนอกประเทศ อาทิ IVL, SCGP, RATCH, EGCO จะได้รับผลกระทบจำกัดมากที่สุด
ภาพรวมกลยุทธ์ แกว่งตัวในกรอบ 1,080 - 1,150 จุด เข้าสู่โหมดระมัดระวัง แนะนำหมุนเงินลงทุนถือเงินสด หรือหมุนเงินลงทุนมายังกลุ่ม External และ Defensive อาทิ IVL, SCGP, RATCH และ EGCO หากราคาปรับลดลงมาตามตลาด เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในประเทศมากนัก
แนวรับ : 1,080 จุด
แนวต้าน : 1,150 จุด
สัดส่วนลงทุน : เงินสด 50% และพอร์ตหุ้น 50%
หุ้นแนะนำ (* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ นักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ)
- IVL (23 บาท) : คาดผลการดำเนินงานปรับดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/68 การมีฐานการผลิตในสหรัฐฯ ทำให้คาดได้รับผลกระทบจากภาษีการค้าต่ำ ตัดขาดทุน 18.70 บาท
- RATCH (27.50 บาท) : เป็นหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มี P/E ระดับต่ำ, Dividend Yield สูง และมองเป็นหุ้นหลุมหลบภัย ตัดขาดทุน 24.00 บาท
- EGCO (110 บาท) : เป็นหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มี P/E ระดับต่ำ, Dividend Yield สูง และมองเป็นหุ้นหลุมหลบภัย ตัดขาดทุน 100 บาท
- SCGP (19 บาท) : แนวโน้มผลประกอบการดีขึ้น จากการปรับราคาของบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย และการลดต้นทุน รวมถึงมีโอกาส M&A เพิ่ม ตัดขาดทุน 15.20 บาท