โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เมื่อจีนไม่ใช่คำตอบ! สงครามการค้ากำลังหนุนให้อินเดียใต้และเวียดนาม เป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก?

THE STANDARD

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 07.16 น. • thestandard.co
เมื่อจีนไม่ใช่คำตอบ! สงครามการค้ากำลังหนุนให้อินเดียใต้และเวียดนาม เป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก?

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ ‘อินเดียใต้’ ในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของโลก หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ นานาประเทศอย่างดุเดือด ทำให้ผู้ผลิตทั่วโลกอย่าง Delta ซึ่งมีโรงงานทั้งหมด 19 แห่งทั่วเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในไต้หวัน อีก 2 แห่งอยู่ในจีน และอีก 3 แห่งอยู่ในไทย

กำลังพิจารณาทางเลือกใหม่ในการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน สู่ฐานผลิตอินเดียใต้โดยเฉพาะ ‘รัฐทมิฬนาฑู’ และอาจทำให้รัฐแห่งนี้กลายเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกในอนาคตอันใกล้

ข้อมูลจาก Morgan Stanley Research ชี้ให้เห็นถึงความน่าสนใจว่า อินเดียมีประชากรวัยแรงงานสูง (อายุ 15-64 ปี) ซึ่งมากถึง 961 ล้านคน สูงที่สุดเป็นอันดับที่สองของโลก ซึ่งใกล้เคียงกับจีนที่มี 984 ล้านคน จุดแข็งของอินเดียในขณะนี้คือค่าแรงภาคการผลิตที่ต่ำเพียงชั่วโมงละ 1.0 ดอลลาร์เทียบกับจีนที่ 5.6 ดอลลาร์

เบนจามิน หลิน ประธานบริษัท Delta อินเดีย กล่าวว่า ซัพพลายเชนในอินเดียมีต้นทุนที่คุ้มค่ากว่าโรงงานใน ‘ไทย’ ไปแล้ว แม้ว่าจะยังแข่งขันด้านราคากับโรงงานในจีนไม่ได้

จุดแข็งของอินเดียอีกด้านคือนโยบายการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นในอินเดียใต้มีมาตรการดึงดูดการลงทุนเต็มที่ โดยเฉพาะรัฐทมิฬนาฑู ซึ่ง ทีอาร์บี ราชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรมอินเดีย ย้ำว่า

“ทุกสิ่งที่เราทำที่นี่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุน” เช่น บริษัท Delta Electronics เองก็ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 ปี และปลดล็อกอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและน้ำประปาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านถนนและการเข้าถึงท่าเรือเจนไน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

บทวิเคราะห์ ระบุอีกว่า แต่เดิม ‘รัฐทมิฬนาฑู’ เป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แม้จะมีประชากรเพียง 6% ของประเทศเท่านั้น

แต่มีสัดส่วนของจำนวนโรงงานมากที่สุดในอินเดียที่ 15.7% และรัฐนี้เป็นฐานการผลิตและการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 40% มีการผลิตผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของอินเดีย

ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐจึงกำลังผลักดันให้บริษัทต่างชาติหาทางเลือกใหม่ บวกกับภายหลังจาก 6 เดือน ที่ทรัมป์หวนคืนทำเนียบขาว แนวโน้มการค้าโลกไม่แน่นอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขณะที่ผู้ผลิตกำลังถกเถียงกันว่าจะถอนตัวออกจากจีนหรือไม่ เพราะต้องแบกรับภาระภาษีศุลกากรที่สูงมากของสหรัฐฯ ส่งผลให้อินเดียก็มองหาโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้น ด้วยแรงงานรุ่นใหม่และค่าจ้างที่ต่ำกว่าแรงงานจากแหล่งผลิตขนาดใหญ่อื่นๆ ในเอเชีย กำลังทำประโยชน์ให้กับอินเดีย

หลิน อธิบายอีกว่า “เราติดตามลูกค้า หากลูกค้าขอให้ย้ายออกจากจีน เราก็ย้ายออกจากจีน” บริษัทต่างๆ เช่น Apple ที่ประกาศแผนจัดหาสมาร์ตโฟนส่วนใหญ่ที่ผลิตในอินเดีย

‘รัฐทมิฬนาฑู’ เปิดทางนักลงทุนหน้าใหม่

สถานการณ์ขณะนี้ยังสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้รับจ้างผลิตในประเทศ ขณะที่โฮซูร์ เมืองอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาฑู ก็กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการผลิตแหล่งสำคัญ มีโรงงาน Ola Electric ที่เป็นโรงงานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Tata Electronics ที่กำลังสร้างโรงงานผลิต iPhone รวมถึงรถยนต์รุ่นเก่าแก่อย่าง Titan

รวมถึง โรลส์-รอยซ์ ที่ตัดสินใจสร้างโรงงานมูลค่า 850 ล้านรูปี เพื่อขยายการผลิตกังหันไอพ่นและชิ้นส่วนอากาศยานอื่นๆ สำหรับเครื่องบินพลเรือนและเครื่องบินป้องกันประเทศ โดยให้ เหตุผล ในการเลือกโฮซูร์ เพราะความสะดวกที่รัฐบาลทมิฬนาฑูเปิดทางให้

จนถึงขณะนี้ การลงทุนใหม่ส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่รัฐทางตอนใต้ของประเทศ จนปัจจุบันกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อต้อนรับนักลงทุนหน้าใหม่ รวมถึงการเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งอาจช่วยให้อินเดียหลุดพ้นจากชื่อเสียงในฐานะประเทศที่ทำธุรกิจได้ยาก

แม้จะมีความก้าวหน้า แต่อินเดียใต้ยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ คือ การพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบนำเข้าจากจีน

อย่างไรก็ตาม สำหรับอินเดียโดยรวมแล้ว การพัฒนาภาคการผลิตที่แข็งแกร่งนั้นยังเป็นเป้าหมายระยะยาว และเป็นเป้าหมายที่ผู้นำหลายคนยังทำไม่ได้ หลังในช่วงปีแรกๆ ได้รับเอกราชจากการปกครองของอังกฤษ อินเดียให้ความสำคัญกับการสร้างประเทศและเน้นการพึ่งพาตนเอง

โดยจะผลิตสินค้าให้เพียงพอกับการบริโภคในประเทศ แต่ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจแบบปิด และมักถูกมองว่ามีการผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ กระทั่งการปฏิรูปในช่วงทศวรรษ 1990 นำไปสู่การลดภาษีและภาษีศุลกากร ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจยังคงเอนเอียงไปทางภาคบริการอย่างมากกว่า เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและบริการทางการเงิน

ปัจจุบัน แคมเปญ ‘Make in India’ ของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ซึ่งเปิดตัวในปี 2014 ตั้งเป้าว่า ผลผลิตทางเศรษฐกิจของอินเดียหนึ่งในสี่ จะมาจากภาคการผลิตภายในปี 2025 แต่ในปีงบประมาณ 2024 ภาคส่วนนี้ยังคงมีสัดส่วนเพียง 17.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากทศวรรษก่อนหน้ามากนัก

รายงานข่าวระบุว่า นับตั้งแต่จีนเผชิญสถานการณ์โควิด ภาวะเศรษฐกิจภายในที่ซบเซาและสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ภาคการผลิตของจีนเองก็ได้รับผลกระทบ
ส่งผลให้บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า หากเอาแต่พึ่งจีนเพียงประเทศเดียวคงไม่ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ต้องกระจายความเสี่ยง เวียดนามกับอินเดียจึงมีบทบาทต่อภาคการผลิตโลกเพิ่มขึ้น

ภาพ: Kriangkrai Thitimakorn/Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...