โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

[บทความ] สรุปผลกระทบกฎหมายใหม่ทรัมป์ One Big Beautiful Bill สะเทือนฝ่ายไหนบ้าง ?

BT Beartai

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 12.03 น.
[บทความ] สรุปผลกระทบกฎหมายใหม่ทรัมป์ One Big Beautiful Bill สะเทือนฝ่ายไหนบ้าง ?

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกต่างจับตา คือรัฐสภาสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ลงนามในกฎหมายสำคัญที่มีชื่อว่า One Big Beautiful Bill Act (OBBBA)

OBBBA เป็นกฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณและการคลังครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ถูกคาดการณ์ว่าอาจก่อหนี้มูลค่าสูงถึง 3.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 112.2 ล้านล้านบาท โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนฉิวเฉียด 218 ต่อ 214 เสียง และมีสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงสองรายเท่านั้นที่โหวตสวนทางกับมติพรรค

ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในร่างกฎหมายการใช้จ่ายและภาษีขนาดใหญ่นี้เรียบร้อย ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2025 โดยการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะทางกฎหมายที่สำคัญในช่วงกลางเทอมที่สองของเขา ตรงกับการเฉลิมฉลองประกาศอิสรภาพวันชาติสหรัฐฯ รวมถึงแสดงถึงชัยชนะทางทหารของสหรัฐฯ ในการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

จึงเกิดคำถามสำคัญต่อมาว่าแล้วกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act นั้นส่งผลประโยชน์และผลกระทบต่อใครบ้าง

One Big Beautiful Bill Act คือกฎหมายอะไร ?

One Big Beautiful Bill Act เป็นชุดนโยบายขนาดใหญ่ที่รวมเอาวาระการเมืองหลักของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในหลาย ๆ ด้านรวมเข้าไว้ในร่างกฎหมายเดียว ประกอบด้วยการจัดเก็บรายได้จากภาษี การเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงชายแดน งบประมาณกลาโหม และการสนับสนุนภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ซึ่งในทางกลับกันก็มีการลดสิทธิประโยชน์บางอย่างด้านสิ่งแวดล้อมและสวัสดิการของรัฐไปด้วย

ปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ (+)

กฎหมายนี้จะเพิ่มเครดิตภาษีสำหรับครอบครัวที่มีบุตร จากเดิม 2,000 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 2,500 เหรียญสหรัฐฯ และให้มีผลถาวรในอัตรา 2,200 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวที่มีลูกได้รับประโยชน์เพิ่มเติม รวมทั้งยังมีการยกเลิกภาษีที่ได้มาจากเงินทิปและค่าล่วงเวลา ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มคนทำงานเกี่ยวกับการบริการ พนักงานทั่วไป

อีกทั้งยังอนุญาตให้ประชาชนลดหย่อนดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์สูงสุดถึง 10,000 เหรียญสหรัฐฯ เฉพาะสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ

และมีมาตรการลดภาษีสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่ำกว่า 75,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี (150,000 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับคู่สมรส) สามารถหักลดหย่อนภาษี 6,000 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้มากกว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะได้รับการหักลดหย่อนลดลงตามขั้นบันได

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง “Trump Accounts” เป็นบัญชีเงินออมสำหรับเด็กที่เกิดในช่วงปี 2024-2028 รัฐบาลจะสมทบเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ และผู้ปกครองสามารถฝากเพิ่มได้ปีละ 5,000 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปใช้ด้านการศึกษา การฝึกอาชีพ หรือซื้อบ้านหลังแรก

ส่วนในภาคธุรกิจ มีการเอื้อประโยชน์แพ็กเกจภาษีที่ผ่านโดยรัฐสภามีบทบัญญัติให้เพิ่มเพดานการหักลดหย่อนภาษีของรัฐและท้องถิ่น (SALT) เป็น 40,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเท่ากับเพิ่มเพดานเดิม 10,000 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับเจ้าของบ้านในรัฐและเขตมหานครบางแห่ง

ในระยะสั้น มาตรการลดภาษีเหล่าช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ ประมาณการเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าจะมีการสร้างงานใหม่หลายล้านตำแหน่ง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและบริการ เนื่องจากเปิดรับรายได้สุทธิจากทิปที่เพิ่มขึ้น

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม (-)

อย่างไรก็ตาม การตัดลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้การลงทุนในพลังงานสะอาดชะลอตัว ส่งผลให้การพัฒนาพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ อาจหยุดชะงัก ดังนั้นเป้าหมายการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเลื่อนออกไป ขณะเดียวกันการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น

ทราวิส แฮมมิล (Travis Hammill) ผู้อำนวยการของ Southern Utah Wilderness Alliance ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า “หากพรรครีพับลิกันใส่ใจเรื่องอากาศและน้ำที่สะอาด สัตว์ป่า หรือโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คงไม่มีผลบังคับใช้ แต่ลำดับความสำคัญของพวกเขาชัดเจน”

นอกจากนี้ เตรียมจะยกเลิกเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าหลังเดือนกันยายน และอาจจะยุติการให้เครดิตภาษีสำหรับเจ้าของบ้านที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือปั๊มความร้อนประหยัดพลังงาน ยกเลิกให้เงินจูงใจสำหรับบ้านประหยัดพลังงานใหม่และโครงการปรับปรุงสภาพอากาศภายในบ้านภายในสิ้นปีนี้

การตัดงบสวัสดิการ (-)

อีกด้านหนึ่งของ OBBBA ที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง คือการลดงบประมาณสวัสดิการ ภายใต้กฎหมายใหม่ ผู้ได้รับสวัสดิการหลายกลุ่มจะถูกกระทบโดยตรง เช่น กลุ่มผู้กู้เงินเพื่อการศึกษาที่จะมีตัวเลือกในการชำระคืนเงินกู้ยากขึ้น โดยยกเลิกแผนการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาทั้งสี่แผนที่มีอยู่เดิม และเสนอทางเลือกเพียงสองแผน ได้แก่

  • แผนการชำระเงินรายเดือนคงที่ตลอดระยะเวลาที่กำหนด
  • แผนความช่วยเหลือการชำระคืน (RAP) ที่จะช่วยให้ผู้กู้สามารถลดหรือระงับการชำระเงินได้ชั่วคราวตามระดับรายได้ของผู้กู้ แต่ยังคงต้องชำระให้ครบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการชำระคืนเงินกู้เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยผู้กู้ระดับปริญญาตรีจะต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 2,929 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ภายใต้ RAP ส่งผลให้ผู้กู้ต้องเลือกระหว่างการชำระคืนเงินกู้และการใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ หรือเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้

มีการยกเลิกสิทธิพิเศษของผู้รับสวัสดิการอาหาร (SNAP) โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ทหารผ่านศึกและคนไร้บ้าน ทำให้คนกลุ่มนี้เสี่ยงสูญเสียสิทธิช่วยเหลือด้านอาหารในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการตัดงบประมาณ Medicaid ซึ่งส่งผลให้คลินิกที่ให้บริการทำแท้ง หรือบริการเกี่ยวข้อง เช่น Planned Parenthood ไม่สามารถเข้าถึงกองทุน Medicaid ได้อีกต่อไป ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากอาจสูญเสียการบริการสุขภาพที่สำคัญ เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็ง และการดูแลก่อนคลอด

ซึ่งศูนย์ Planned Parenthood อาจต้องปิดตัวลงถึง 1 ใน 3 ส่งผลต่อผู้หญิงที่ใช้บริการมากกว่าหนึ่งล้านคนทั่วประเทศ นอกจากนี้ สำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ยังประมาณการว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ผู้ลงทะเบียน Medicaid มากถึง 1.3 ล้านคนสูญเสียสิทธิ์

งบกระทรวงกลาโหม (+)

กฎหมายนี้ได้เพิ่มงบประมาณความมั่นคงชายแดนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 350,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการสร้างกำแพงชายแดนสหรัฐฯ กับเม็กซิโก ขยายศูนย์กักกันผู้อพยพ และจ้างเจ้าหน้าที่ ICE เพิ่มอีก 10,000 คนภายในปี 2029

ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลทรัมป์จะมีอำนาจและทรัพยากรมากขึ้นอย่างมากในการเพิ่มกำลังพลสำหรับการเนรเทศโดยไม่แบ่งแยกระหว่างเจ้าหน้าที่กลุ่มค้ายากับคนย้ายถิ่นทั่วไป ซึ่งอาจก่อเกิดปัญหาในอนาคต

พร้อมกับออกกฎหมาย RECA ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ชดเชยให้กับผู้คนที่เจ็บป่วยจากการพัฒนาและการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ผู้ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือโรคอื่น ๆ จากการทดสอบนิวเคลียร์บนพื้นดินนั้น

ผลกระทบในอนาคตที่ไม่อาจมองข้าม

นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าจะเกิดหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้นราว 3.3-4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้ความน่าเชื่อถือทางเครดิตของประเทศลดลง และอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงในระยะยาว

ขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะยังมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั่วไปมีค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในวงกว้าง

ซึ่งอาจส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบจากการตัดลดสวัสดิการต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ของกลุ่มนี้ลดลงโดยเฉลี่ย 2.5%

หากมองในมุมแรก ภาพรวมของกฎหมายนี้เน้นไปที่การลดค่าครองชีพให้คนอาศัยในประเทศเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนประณามร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยกล่าวว่าร่างกฎหมายฉบับนี้น่าจะส่งผลดีต่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ ขณะเดียวกันก็ทำให้ครอบครัวที่ยากจนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่สำคัญ

ร่างกฎหมายฉบับนี้ทำให้คนจนยากจนลง ขณะที่คนรวยก็รวยขึ้น

— บ็อบบี โคแกน (Bobby Kogan) อดีตนักวิเคราะห์ตัวเลขประจำคณะกรรมการงบประมาณ วุฒิสภา

การผ่านกฎหมายนี้สร้างความไม่พอใจต่อพรรคเดโมแครตและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างมาก สมาชิกพรรคเดโมแครตทั้ง 212 คน ลงมติคัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างพร้อมเพรียง โดยระบุว่าเป็นนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนรวยและทำร้ายคนจน

โดย ฮาคีม เจฟฟรีส์ (Hakeem Jeffries) ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาฯ ออกมากล่าวสุนทรพจน์ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง เรียกร้องต่อต้านอย่างแข็งขันและเปรียบเทียบว่ากฎหมายนี้คือ “โรบินฮูดกลับด้าน” ปล้นคนจนช่วยคนรวย โดยจะทำให้โรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุในชนบทต้องปิดตัวลง

ขณะเดียวกันยังทำให้เกิดความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ทางการเมือง เช่น อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ได้ประกาศตั้งพรรค America Party เพื่อแสดงจุดยืนและผลักดันนโยบายใหม่ที่ต่างไปจากทรัมป์อย่างชัดเจน

ซึ่งก่อนหน้านี้ มัสก์เคยเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งปี 2024 โดยสนับสนุนทรัมป์กว่า 280 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 9,240 ล้านบาท และได้รับตำแหน่งหัวหน้าโครงการ Doge ที่เน้นลดงบราชการ แต่ในปี 2025 ทั้งสองเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกัน จนนำไปสู่ความขัดแย้งและการประกาศตั้งพรรคใหม่

กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ของประธานาธิบดีทรัมป์ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แม้จะมีจุดเด่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ก็มีผลกระทบรุนแรงในแง่ของสวัสดิการ สิ่งแวดล้อม และการเมืองภายในประเทศอย่างไม่อาจมองข้ามได้

ผลกระทบระยะยาวของกฎหมายนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของสหรัฐอเมริกาในอนาคตว่าจะรุ่งเรืองหรือเป็นภาระที่หนักหนาสำหรับคนรุ่นต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...