จับประเด็น 5 ข้อ ธนาคารโลกเขียนถึงไทยอย่างไรบ้าง
ธนาคารโลก (World Bank) ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ Global Economic Prospects ฉบับล่าสุดในวันที่ 10 มิถุนายน 2025 โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง เหลือโต 2.3% จากที่เคยคาดไว้ว่าจะโต 2.7% ในประมาณการครั้งก่อน
ซึ่งร่วงลงอย่างมากจากการเติบโต 3.4% ในปี 2024 ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงมากสุด นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา โดยไม่นับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอื่น ๆ ทั่วโลก
ทั้งนี้ ความปั่นป่วนทางการค้าและความไม่แน่นอนของสงครามภาษียังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ในรายงานที่เผยแพร่สองครั้งต่อปีฉบับนี้
ไม่เพียงเท่านั้น “ประชาชาติธุรกิจ” ยังได้รวบรวมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ธนาคารโลกระบุถึงประเทศไทย ดังนี้
ปรับลดจีดีพีเหลือโต 1.8%
ไทยถูกปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2025 ลง 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการครั้งก่อนในเดือนมกราคม ร่วงมากสุดในภูมิภาค เหลือเพียง 1.8% จากผลกระทบของอุปสงค์ภายนอกที่อ่อนแอ และผลกระทบของภัยแผ่นดินไหว
ซึ่งถือเป็นการปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นมาเล็กน้อยจาก 1.6% ในรายงาน East Asia and Pacific Economic Update ฉบับเดือนเมษายน
ไทยเจ็บหนัก เหตุพึ่งส่งออกมากไป
รายงานระบุว่า ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างมาก เมื่อเทียบกับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) ด้วยกัน ตีคู่มากับเวียดนามและกัมพูชา โดยเฉพาะสินค้าภาคการผลิตสำคัญอย่าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ที่พึ่งการส่งออกเป็นหลัก ทำให้ไทยมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง หากภูมิรัฐศาสตร์ หรือการค้ามีความผันผวน
โดยมาตรการกีดกันการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่าอย่างจีนและสหรัฐ ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งไทยอาจต้องเผชิญอุปสงค์ภายนอกที่ลดลง และความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ต่ำลง จนการลงทุนลดน้อยลงไปด้วย
ธนาคารโลกมองว่า ไทยเป็นประเทศที่เปราะบางต่อมาตรการภาษีอย่างมาก และอาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นได้ หากไม่กระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศเพิ่มเติม ในกรณีที่การค้าโลกไม่ฟื้นขึ้น
โครงการดิจิทัลวอลเลต
ธนาคารโลกได้พูดถึงโครงการแจกเงินหมื่น “ดิจิทัลวอลเลต” ที่คาดว่าจะครอบคลุมประชากรราว 45 ล้านคน และช่วยดึงพายุทางเศรษฐกิจมาหมุนเม็ดเงินในประเทศได้อีก 4 ลูกอีกด้วย โดยธนาคารโลกมองว่าไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่ดำเนินนโยบายการคลังขยายตัว ต่างจากประเทศอื่นที่ดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) หรือดำเนินงบประมาณสมดุล
ธนาคารโลกมองว่าเป็นการดำเนินนโยบายเชิงรุกที่อาจช่วยสนับสนุนการเติบโตได้ในระยะสั้น แม้ว่าจะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสมากขึ้นเรื่อย ๆ หากนโยบายยังคงดำเนินต่อไปหลังจากปี 2025
ลดดอกเบี้ยต้องระวัง
ธนาคารโลกระบุว่า ไทยก็เป็นเช่นเดียวกับหลายประเทศที่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในปีนี้ ซึ่งการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ เป็นไปเพื่อบรรเทาผลกระทบของการบริโภคที่ต่ำ การเติบโตชะลอตัว และความไม่แน่นอนสูงในภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ ธนาคารโลกเตือนว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะมีผลแค่ในระยะสั้น และทำให้พื้นที่ทางการเงินเหลือน้อยลง ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มสูงขึ้น จากการหยุดชะงักของอุปทาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านราคาของสินค้านำเข้า
แผ่นดินไหวกระทบหนัก
ธนาคารโลกมองว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานในพื้นที่ภาคเหนือของไทย นอกจากนี้ยังต้องเจียดรายจ่ายภาครัฐมากู้สถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจในปี 2025 เลวร้ายกว่าเดิม
ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ อาจบั่นทอนความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในภูมิภาคลง และอาจชะลอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสสองออกไปอีก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับประเด็น 5 ข้อ ธนาคารโลกเขียนถึงไทยอย่างไรบ้าง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net