เกาะติดโควิด-19 จับตาสายพันธุ์ XFC เขย่าบัลลังก์ XEC ในไทย
The Bangkok Insight
อัพเดต 20 พ.ค. 2568 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 02.56 น. • The Bangkok Insightศูนย์จีโนมฯ เกาะติดสถานการณ์โควิด-19 จับตาสายพันธุ์ใหม่ XFC เขย่าบัลลังก์สายพันธุ์ XEC ในไทย ขณะที่ในสหรัฐ สายพันธุ์ LP.8.1 ยังแรง
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 พฤษภาคม 2568: XFC สายพันธุ์ใหม่ เขย่าบัลลังก์ XEC ในไทย? สหรัฐฯ LP.8.1ยังแรง และจับตานโยบายวัคซีนเปลี่ยนโลก?
แม้โลกจะเดินหน้าออกจากช่วงวิกฤติของการระบาดใหญ่มาแล้ว แต่ไวรัส SARS-CoV-2 ต้นเหตุของโควิด-19 ยังคงไม่หยุดนิ่ง มีการกลายพันธุ์และแตกแขนงออกเป็นสายพันธุ์ย่อยใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างความท้าทายให้กับระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
สถานการณ์ล่าสุดเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง ทั้งการแข่งขันของสายพันธุ์ต่างๆ และประเด็นนโยบายวัคซีนที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง
เปิดภูมิทัศน์สายพันธุ์ทั่วโลก
ในสหรัฐ: ข้อมูลล่าสุด (ต้นพ.ค. 2568) ชี้ว่า LP.8.1 ยังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่ครองสัดส่วนการระบาดถึงประมาณ 70% อย่างไรก็ตาม โอไมครอน XFC ได้ไต่ขึ้นมาเป็นอันดับสองด้วยสัดส่วนราว 9% และที่น่าสนใจคือ XFC แสดง ความได้เปรียบในการเติบโต (Relative Growth Advantage) เหนือกว่า LP.8.1 ถึง 24%
ทั้งนี้ เป็นสัญญาณว่า XFC กำลังรุกคืบและอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สายพันธุ์ในสหรัฐ ได้ในไม่ช้า
ในประเทศไทย: สถานการณ์มีความแตกต่าง โดยมีรายงานว่า โอไมครอน XEC เป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน การทำความเข้าใจพลวัตของ XEC ในไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนที่เราจะประเมินผลกระทบจากผู้ท้าชิงรายใหม่อย่าง XFC
XFC: ผู้ท้าชิงรายใหม่ที่อาจพลิกเกมในประเทศไทย
ท่ามกลางการเฝ้าระวังสายพันธุ์ต่าง ๆ ข้อมูลใหม่ล่าสุดที่สร้างความตื่นตัวอย่างยิ่ง คือผลการเปรียบเทียบโดยตรงระหว่าง โอไมครอน XFC กับ XEC (ประเมินจากรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม)
ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ชัดว่า XFC มีความได้เปรียบในการเติบโตเหนือกว่าXEC สูงถึง 41% (อยู่ในช่วงความเชื่อมั่น 36-47%) ตัวเลขนี้สูงอย่างมีนัยสำคัญ และบ่งชี้ว่า XFC มีศักยภาพในการแพร่กระจายเชื้อได้เร็วกว่า XEC อย่างมาก
หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป XFC ไม่เพียงแต่จะท้าทายการเป็นสายพันธุ์หลักของXEC ในประเทศไทย แต่ยังมีโอกาสสูงที่จะเติบโตและเพิ่มสัดส่วนขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถแซงหน้าและกลายเป็นสายพันธุ์หลักแทนที่ XEC ได้ในอนาคตอันใกล้ ด้วยตัวเลขความได้เปรียบ 41% เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน
ทำความเข้าใจ XFC และญาติโอไมครอน
สายพันธุ์ย่อยของโอไมครอน ซึ่งรวมถึง XFC, XEC, และ LP.8.1 ล้วนมีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษโอไมครอนร่วมกัน ทำให้พวกมันมีลักษณะพื้นฐานหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน การทำความเข้าใจความเหมือนและความแตกต่างในระดับรหัสพันธุกรรม จะช่วยให้เราประเมินผลกระทบของพวกมันได้ดียิ่งขึ้น
ข้อมูลจากแผนภาพเวนน์ (Venn diagram) ที่แสดงการเปรียบเทียบการกลายพันธุ์ระหว่าง LP.8.1, XEC, และ XFC ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ ดังนี้
มรดกร่วมของโอไมครอน: ทั้งสามสายพันธุ์นี้มี การกลายพันธุ์ที่เหมือนกันมากถึง 103 ตำแหน่ง นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้พวกมันยังคงคุณสมบัติเด่นๆ ของตระกูลโอมิครอนไว้ได้แก่
- ความสามารถในการแพร่เชื้อสูง: โดยทั่วไปมักจะแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม
- การหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน: มีแนวโน้มที่จะสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อนได้ในระดับหนึ่ง
- เอกลักษณ์ที่สร้างความแตกต่าง: สิ่งที่ทำให้แต่ละสายพันธุ์ย่อยมีลักษณะเฉพาะตัวและอาจมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน (เช่น อัตราการเติบโตที่เหนือกว่า หรือการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันที่ต่างกันเล็กน้อย) คือ การกลายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงการกลายพันธุ์ที่พบร่วมกันเพียงสองในสามสายพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบน ยีนสไปค์ (Spike gene) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ไวรัสใช้ในการจับกับเซลล์ของมนุษย์และเป็นเป้าหมายหลักของระบบภูมิคุ้มกัน
Omicron XFC: มีการกลายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์บนยีนสไปค์อย่างน้อย 3 ตำแหน่งที่ระบุในภาพ ได้แก่ S:S31P, S:K182R, และ S:N679R การกลายพันธุ์เหล่านี้และอื่น ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ XFC มีความได้เปรียบในการเติบโตอย่างมากเหนือกว่าทั้ง XEC (41%) และ LP.8.1 (24%) ตามข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้
Omicron XEC: จากภาพ มีการกลายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์ 5 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการกลายพันธุ์บนยีนสไปค์ เช่น S:F59S, S:V445H และในยีนส่วนอื่น ๆ เช่น ORF1a:A599T, N:G204P, ORF9b:P3H การผสมผสานของการกลายพันธุ์เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ XEC สามารถเป็นสายพันธุ์หลักในประเทศไทยได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
Omicron LP.8.1: แสดงการกลายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์ 2 ตำแหน่งบนยีนสไปค์คือ S:S31- (ซึ่งอาจหมายถึงการขาดหายไปของกรดอะมิโน ณ ตำแหน่ง S31) และ S:F186L ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่คงคุณสมบัติให้ LP.8.1 ยังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในสหรัฐ
นอกจากนี้ ยังมีการกลายพันธุ์ที่บางสายพันธุ์มีร่วมกันแต่บางสายพันธุ์ไม่มี เช่น LP.8.1 และ XFC มีการกลายพันธุ์ร่วมกัน 8 ตำแหน่ง (ซึ่ง XEC ไม่มี) หรือ XEC และ XFC มีร่วมกันเพียง 1 ตำแหน่ง (ซึ่ง LP.8.1 ไม่มี) เป็นต้น รูปแบบการทับซ้อนและความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนถึงเส้นทางวิวัฒนาการที่ซับซ้อนของไวรัส
ความรุนแรงของโรค: แม้จะมีการกลายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจนถึงปัจจุบันยังไม่ชี้ชัดว่าการกลายพันธุ์เหล่านี้ในสายพันธุ์ย่อยของโอไมครอน (รวมถึง XFC, XEC และ LP.8.1) ทำให้เกิดโรครุนแรงกว่าสายพันธุ์โอไมครอนรุ่นก่อน ๆ
อย่างไรก็ตาม การที่ไวรัสสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายและทำให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แม้ส่วนใหญ่จะมีอาการน้อย ก็ยังคงสามารถสร้างภาระหนักให้กับระบบสาธารณสุขได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางยังคงมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง
องค์การอนามัยโลก (WHO) และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ยังคงติดตามและศึกษารายละเอียดของการกลายพันธุ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงต่อคุณสมบัติของไวรัส ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพร่เชื้อ การหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน ความรุนแรงของโรค ตลอดจนประสิทธิภาพของวัคซีนและแนวทางการรักษา
หากสหรัฐ เปลี่ยนนโยบายวัคซีนโควิด-19 ผลกระทบจะเป็นอย่างไร
นอกเหนือจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์ใหม่แล้ว ประเด็นด้านนโยบายสาธารณสุขก็น่าขบคิด มีการตั้งสมมติฐานว่า หากประเทศใหญ่อย่างสหรัฐ ตัดสินใจปรับเปลี่ยนคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครั้งใหญ่ โดย ยกเลิกคำแนะนำสำหรับกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และสตรีมีครรภ์ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และหันไปมุ่งเน้นการฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีภาวะเสี่ยงสูงเป็นหลัก สถานการณ์เช่นนี้อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ซับซ้อนและกว้างขวาง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว
1. การแพร่ระบาดในภาพรวมอาจรุนแรงขึ้น: การลดการฉีดวัคซีนในกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ (แม้จะเสี่ยงต่ำต่ออาการรุนแรง) อาจทำให้เชื้อมีแหล่งพักพิงและแพร่กระจายในชุมชนได้กว้างขวางและง่ายขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
2. กลุ่มเปราะบางอาจเสี่ยงกว่าเดิม: แม้จะเน้นฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยง แต่หากการระบาดในวงกว้างรุนแรงขึ้น กลุ่มเปราะบางก็ยังมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะสัมผัสเชื้อและเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน (breakthrough infections) ได้ หรือผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วแต่ภูมิคุ้มกันตอบสนองไม่ดีก็ยังคงอันตราย
3. ผลกระทบต่อผู้ที่ เสี่ยงต่ำ แต่ไม่ได้รับวัคซีน: เด็ก วัยรุ่น หรือสตรีมีครรภ์ที่แข็งแรง แม้ส่วนใหญ่อาจมีอาการไม่รุนแรง แต่บางรายอาจเผชิญอาการป่วยที่กระทบชีวิตประจำวัน และที่สำคัญคือความเสี่ยงต่อภาวะ Long COVID ซึ่งยังคงเป็นปริศนาและเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่มวัย รวมถึงอาจเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่คนในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
4. ระบบสาธารณสุขอาจตึงเครียดอีกครั้ง: หากจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมเพิ่มสูงมาก แม้สัดส่วนผู้ป่วยหนักจะน้อย แต่จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือผู้ป่วย Long COVID ที่ต้องการการดูแลระยะยาว อาจเพิ่มขึ้นจนสร้างภาระหนักให้ระบบได้อีกครั้ง
5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจตามมา: การลาป่วย ลาเรียน ที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจและระบบการศึกษาโดยรวม
6. เชื้อไวรัสอาจกลายพันธุ์ไม่หยุด: การแพร่เชื้อที่มากขึ้นและในประชากรจำนวนมาก ย่อมเปิดโอกาสให้ไวรัสจำลองตัวเองมากขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่มีการจำลองตัวเอง ไวรัสมีโอกาสกลายพันธุ์ การมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจมีคุณสมบัติที่คาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น
7. ความสับสนและความเชื่อมั่นของประชาชนอาจสั่นคลอน: การเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญ หากขาดการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส อาจสร้างความสับสนในหมู่ประชาชน และกระทบต่อความเชื่อมั่นในคำแนะนำด้านสาธารณสุขหรือวัคซีนในระยะยาวได้
การตัดสินใจปรับนโยบายวัคซีนจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งมิติทางวิทยาศาสตร์ สาธารณสุข สังคม และเศรษฐกิจ
ฝ่าคลื่นโควิด-19 ที่ยังไม่สงบ: ข้อแนะนำสำหรับคนไทย
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังคงเปลี่ยนแปลงและเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากสายพันธุ์ใหม่อย่าง XFC ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย และประเด็นนโยบายระดับโลกที่น่าติดตาม การเตรียมพร้อมและปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทย
1. ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ: รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดี เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดและคำแนะนำที่ถูกต้อง
2. มาตรการป้องกันตนเองยังคงสำคัญ: การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือเมื่อมีความเสี่ยง ยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการล้างมือบ่อยๆ และรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
3. วัคซีนยังเป็นเกราะป้องกันสำคัญ: พิจารณาเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 รวมถึงเข็มกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ เพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตนเอง
4. เมื่อมีอาการน่าสงสัย: หากมีอาการ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ ควรตรวจหาเชื้อด้วย ATK หากผลเป็นบวก ควรแยกตัวจากผู้อื่นและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
5. เตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน: สถานการณ์โควิด-19 ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น
การเดินทางผ่านสถานการณ์โควิด-19 ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- โควิดระบาดปีนี้ ยังไม่สุด ‘หมอยง’ ย้ำ ติดเชื้อพีคสุดเดือนพ.ค.-มิ.ย. ก่อนลดระดับ
- สธ. เผยยังไม่พบ โควิดระบาดเป็นกลุ่มก้อน ห่วงเด็กเปิดเทอม แนะ 5 วิธีดูแลในครอบครัว
- ‘หมอยง’ ย้ำ โควิด 19 ระบาดรอบนี้ ป้องกันตนเอง สำคัญกว่าฉีดวัคซีน
ติดตามเราได้ที่