โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 01.55 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 พ.ค. 68 8:55: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 60.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 90 เซนต์ หรือ 1.5%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนก.ค. ปิดที่ 64.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 75 เซนต์ หรือ 1.2%

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวร่วงลงกว่า 1% ในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาผลกระทบจากคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ ที่สั่งให้ยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อต้นเดือนเม.ย.นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาดูมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ที่อาจจำกัดการส่งออกน้ำมันดิบจากรัสเซีย และการตัดสินใจของกลุ่ม OPEC+ ในการเพิ่มปริมาณการผลิตในเดือนก.ค.

*** ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน 8 ชาติในกลุ่มพันธมิตร OPEC+ อาจเพิ่มกำลังผลิตสูงถึง 411,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการทยอยยกเลิกมาตรการปรับลดการผลิตโดยสมัครใจอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดกำลังรอการตัดสินใจครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับการผลิตในเดือนก.ค. โดย 8 ประเทศดังกล่าว จะทบทวนสถานการณ์ตลาดและหารือเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตในวันที่ 31 พ.ค.นี้

*** ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ สั่งระงับคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ ที่สั่งให้ยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นการชั่วคราว ในระหว่างกระบวนการพิจารณาคำร้องขออุทธรณ์ของรัฐบาลเพื่อระงับคำสั่งของศาลการค้าฯ ออกไปก่อน ส่งผลให้สถานการณ์ล่าสุดเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

*** ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าสงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความเสียหายให้บริษัทต่าง ๆ กว่า 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดขายที่หายไปและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยความเสียหายนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากความไม่แน่นอนเรื่องภาษีส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งชะลอการตัดสินใจ โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือบริษัทระดับโลกอย่าง Apple, Ford, Porsche และ Sony ต่างต้องปรับลดหรือระงับคาดการณ์กำไร ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ระบุว่าความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าทรัมป์ ทำให้ไม่สามารถประมาณการต้นทุนได้อย่างแม่นยำ

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกตัวเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เข้าพบที่ทำเนียบขาว ซึ่งนับเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยทรัมป์ระบุกับพาวเวลล์ว่า การไม่ลดอัตราดอกเบี้ยถือเป็น ความผิดพลาด ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่าง 2 ฝ่ายอีกครั้ง หลังจากทรัมป์วิจารณ์พาวเวลล์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการไม่ปรับลดดอกเบี้ยตามที่เขาต้องการ

*** จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ ปรับตัวพุ่งเกินคาด โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 24 พ.ค. พบว่ามีผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานใหม่ 14,000 คน เป็น 240,000 คน มากกว่าคาดการณ์ที่ 230,000 คน ขณะที่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในเดือนพ.ค. พุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง ด้านกำไรของบริษัทในสหรัฐฯ ในไตรมาส 1 ปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นซีอีโอไตรมาส 2 ร่วงหนัก เนื่องจากความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า

*** แมรี่ ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก เปิดเผยว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมี.ค. แต่ในขณะนี้ควรคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% โดยระบุว่า ตราบใดที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย และมีความไม่แน่นอนว่าจะลดลงสู่ 2% ได้เร็วแค่ไหน นั่นคือโฟกัสของเรา เพราะตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง พร้อมระบุว่า เฟดจำเป็นต้องรักษานโยบายการเงินในระดับ ค่อนข้างเข้มงวด เพื่อให้บรรลุเสถียรภาพด้านราคา

*** จอห์น วอลดรอน ประธาน Goldman Sachs เปิดเผยว่าแนวโน้มทางธุรกิจของกลุ่มวาณิชธนกิจ ยังคง "ค่อนข้างดี" แม้มีความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดและชะลอกิจกรรมบางส่วน โดยธุรกรรมทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง แต่ความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ยากที่จะคาดการณ์ช่วงเวลาที่ดีลจะเกิดขึ้นจริง ขณะที่ลูกค้าองค์กรยังมีแนวโน้มเชิงบวกต่อการทำธุรกรรมและยังคงหารือเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ การซื้อกิจการ และการระดมทุน

ถึงแม้ภาพรวมตลาด M&A จะชะลอตัว แต่วอลดรอนชี้ให้เห็นว่า ดีลขนาดใหญ่ (มูลค่าเกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 30% ในปีนี้ ซึ่งสะท้อนความยืดหยุ่นของตลาด

*** อินเดียกลายเป็นชาติเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกแล้ว โดยประธานสถาบัน Niti Aayog (หน่วยงานนโยบายของรัฐบาลอินเดีย) ออกมาให้ข้อมูลดังกล่าว โดยอ้างข้อมูล IMF ที่ชี้ว่า GDP อินเดียแซงหน้าญี่ปุ่นแล้วในปี 2025 โดยคาดการณ์ตัวเลขอยู่ที่ 4.187 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (มากกว่าญี่ปุ่นเพียง 0.001 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) และคาดว่าจะแซงเยอรมนีขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก ในอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นรองเพียงสหรัฐฯ และจีนเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบัน อินเดียยังคงเป็นชาติเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 5 (ตามข้อมูล World Bank ปี 2022) แต่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

*** หนังสือพิมพ์ The New York Times ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Amazon ในข้อตกลงระยะหลายปี ที่อนุญาตให้บริษัทเทคโนโลยีรายนี้ ใช้เนื้อหาข่าวคุณภาพของสำนักข่าวเพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Amazon โดย Amazon จะสามารถใช้เนื้อหาจาก The New York Times รวมถึงคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของสำนักข่าว เช่น NYT Cooking และ The Athletic

ทั้งนี้ เนื้อหาจะถูกนำไปใช้ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การแสดงสรุปข่าวและข้อความสั้น ๆ แบบเรียลไทม์ ในผลิตภัณฑ์ของ Amazon (เช่น Alexa) ไปจนถึงการฝึกโมเดล AI พื้นฐานของบริษัท

*** บริษัทสตาร์ทอัพจีน DeepSeek ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนในตลาดเทคโนโลยีไปเมื่อต้นปี ปล่อยเวอร์ชันอัปเกรดของโมเดลปัญญาประดิษฐ์ DeepSeek R1 ออกมาแบบไม่เป็นทางการผ่านแพลตฟอร์ม Hugging Face โดยไม่มีการประกาศใด ๆ โดยจุดเด่นของ DeepSeek R1 เป็นโมเดลประเภท Reasoning Model ที่สามารถทำงานแบบมีเหตุผลเป็นขั้นตอน ช่วยให้ AI ดำเนินงานที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ซึ่งเวอร์ชันอัปเกรดนี้ ทำคะแนนบน LiveCodeBench ได้สูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากโมเดล o4-mini และ o3 ของ OpenAI เท่านั้น

*** Nvidia ยังคงเผชิญความเสี่ยงในไตรมาสปัจจุบันจากมาตรการจำกัดการส่งออกชิป AI ระหว่างสหรัฐฯ-จีน แม้จะรายงานยอดขายพุ่งถึง 69% ในไตรมาสล่าสุดก็ตาม โดยบริษัทระบุเป็นครั้งแรกว่า ข้อห้ามใช้โมเดล AI โอเพนซอร์สของจีน (เช่น DeepSeek, Qwen) อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ อีกทั้งกฎหมายห้ามเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะจากจีนก็เป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจชิปรถยนต์ของ Nvidia ในจีนเพิ่งเริ่มฟื้นตัว ด้านเจนเซ่น หวง ซีอีโอ Nvidia กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่ยกเลิกกฎส่งออกชิปของอดีตประธานาธิบดีไบเดน แต่ก็วิจารณ์มาตรการใหม่ในเดือนเม.ย.ที่สั่งห้ามขายชิป H20 สำหรับตลาดจีน ซึ่งหวงเรียกว่า "บันไดสู่ความสำเร็จระดับโลก"

*** บริษัทวิจัย International Data Corp (IDC) ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของการจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2025 ลงเหลือ 0.6% จากเดิมที่คาดไว้ 2.3% โดยให้เหตุผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จากมาตรการภาษีและการบริโภคที่ลดลงของผู้บริโภค โดยการปรับลดครั้งนี้ ส่งสัญญาณความยากลำบากให้กับบริษัทอย่าง Apple ที่กำลังเผชิญยอดขายที่ลดลงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทภาษี ซึ่งในแนวโน้มระยะยาว IDC คาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ตลอด 5 ปี (2024-2029) อยู่ที่ 1.4% เนื่องจากตลาดใกล้อิ่มตัว วงจรการเปลี่ยนเครื่องที่ยาวขึ้น และการแข่งขันในตลาดมือถือ

*** Hyundai Motor Co. กำลังเตรียมปรับขึ้นราคารถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในสหรัฐฯ เพื่อรองรับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเพิ่มราคาแนะนำขายปลีก (MSRP) ทุกรุ่น 1% ซึ่งอาจมีผลบังคับใช้เร็วสุดในสัปดาห์หน้าเฉพาะรถที่ผลิตใหม่ โดยไม่กระทบกับรถที่อยู่ในสต็อกตัวแทนจำหน่ายแล้ว อีกทั้งยังพิจารณาเพิ่มค่าขนส่งและค่าออปชันเสริม เช่น พรมปูพื้นและราวหลังคาที่ติดตั้งก่อนส่งมอบรถ เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นราคาพื้นฐาน

*** โตโยต้า มอเตอร์ เตรียมแผนการผลิตรถยนต์ EV ในสหรัฐฯ โดยจะเริ่มผลิตรถไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ปีหน้า เพิ่มเติมจากรถไฟฟ้านำเข้า 3 รุ่นที่เตรียมวางจำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ และอีก 2 รุ่นที่มีอยู่แล้ว ส่งผลให้ภายในกลางปี 2027 จะมี รถไฟฟ้ารวม 7 รุ่นที่จำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ด้านผู้บริหารคาดว่ายอดขาย EV ในสหรัฐฯ จะเติบโตช้าแต่มั่นคง และในกรณีที่อุปสงค์ในประเทศไม่เพียงพอ ตลาดต่างประเทศที่รับ EV ได้เร็วกว่า จะเป็นช่องทางระบายสินค้าส่วนเกิน

*** ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ในเดือนพ.ค.ที่ปรับแล้ว (ไม่รวมอาหารสด) พุ่งขึ้น 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3.5% และเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2023 โดยอัตราเงินเฟ้อรวมอยู่ที่ 3.4% เท่ากับเดือนเม.ย.ที่ปรับแล้ว ตัวเลขดังกล่าว ถูกบิดเบือนบางส่วนจากปัจจัยนโยบายรัฐบาล เช่น ผลกระทบที่ลดลงของมาตรการลดค่าเทอมนักเรียนเมื่อปีก่อน (ซึ่งมีผลเฉพาะในกรุงโตเกียว)

ข้อมูลเงินเฟ้อกรุงโตเกียว ถือเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มเงินเฟ้อที่สำคัญของทั้งประเทศ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงสำหรับนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้งในฤดูร้อน และจะเป็นสัญญาณที่ธนาคารกลางยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...