ใส่ใจดูแล ‘ตากุ้งยิง’ ถูกวิธี ป้องกันลุกลาม
อาการตุ่มแดงๆ บวมที่ขอบตา ทำให้รู้สึกเจ็บๆ คันๆ อย่าง“ตากุ้งยิง” สร้างความรำคาญใจ และเจ็บปวด แม้บางคนคิดว่าหายเองได้ แต่ในบางคนอาจเกิดความเจ็บปวดรุนแรงกว่าที่คิด
“คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล” มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับทั้งสาเหตุของตากุ้งยิง และวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
ตากุ้งยิง เป็นการอักเสบของต่อมบริเวณเปลือกตา ซึ่งโดยปกติ เปลือกตาของเรามีต่อมไขมันและต่อมเหงื่อขนาดเล็กจำนวนมากอยู่ตามขอบตา เพื่อสร้างสารคัดหลั่งมาให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา เมื่อเกิดการอุดตันของท่อระบายของต่อมเหล่านี้ ร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรีย (เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Staphylococcus aureus ซึ่งเป็นเชื้อที่อาจพบได้บนผิวหนังของเราอยู่แล้ว) ก็จะทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และมีหนองเกิดขึ้น ลักษณะเป็นตุ่มคล้ายกับ “สิว” บริเวณเปลือกตานั่นเอง
พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เสี่ยงให้เกิด “ตากุ้งยิง”
สาเหตุหลักที่ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในต่อมไขมันที่อุดตันที่เปลือกตาได้ มักมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา ดังนี้
1. เผลอ “ขยี้ตา” ป้ายเชื้อโรคเข้าตาโดยไม่รู้ตัว
มือของเราเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี การใช้มือที่ไม่สะอาดไปสัมผัส แคะ หรือขยี้ตาบ่อย ๆ คือการเปิดทางให้เชื้อโรคจากมือเดินทางเข้าไปยังบริเวณเปลือกตาและทำให้เกิดการติดเชื้อได้โดยตรง
2. “เครื่องสำอาง” และ “การล้างหน้า” ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
การใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ, ไม่สะอาด, ใช้แปรงหรืออุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับผู้อื่น หรือการล้างเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาออกไม่หมดจด จะทำให้เกิดการสะสมของคราบเครื่องสำอางและแบคทีเรีย นำไปสู่การอุดตันและการอักเสบติดเชื้อได้ง่าย
3. การใส่และถอด “คอนแทคเลนส์” แบบผิดวิธี
ขั้นตอนการใส่และถอดคอนแทคเลนส์จำเป็นต้องสัมผัสกับบริเวณดวงตาและเปลือกตา หากล้างมือไม่สะอาด หรือดูแลรักษาความสะอาดของตลับและตัวคอนแทคเลนส์ได้ไม่ดีพอ ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้เช่นกัน
4. ภาวะ “เปลือกตาอักเสบ” โรคประจำตัวที่ต้องดูแล
ผู้ที่มีภาวะเปลือกตาอักเสบเรื้อรัง (Blepharitis) อยู่เดิม จะมีต่อมไขมันที่ทำงานผิดปกติและเกิดการอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดตากุ้งยิงซ้ำ ๆ ได้บ่อย
5. ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ
เมื่อร่างกายอ่อนแอจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ, ความเครียด, หรือมีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเบาหวาน ร่างกายจะมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียลดลง ทำให้ติดเชื้อต่าง ๆ รวมถึงตากุ้งยิงได้ง่ายขึ้น
6. เคยเป็นแล้ว ก็เป็นซ้ำได้
หากเคยเป็นตากุ้งยิงแล้ว และพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ยังไม่ถูกปรับแก้ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมหรือบริเวณใกล้เคียงได้เสมอ
เมื่อเป็นตากุ้งยิง ควรดูแลตัวเองอย่างไร และอาการแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์
เมื่อตุ่มตากุ้งยิงเพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้น เราสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อช่วยให้อาการทุเลาลงได้
การดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่อตุ่มเพิ่งเริ่มมา
-หัวใจสำคัญคือ “ประคบอุ่น” ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น (แต่ไม่ร้อนจัด) บิดหมาด ๆ แล้ววางประคบบนเปลือกตาบริเวณที่เป็นตากุ้งยิงนานครั้งละ 5-10 นาที ทำวันละ 3-5 ครั้ง ความร้อนจะช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมัน ทำให้หนองระบายออกได้ดีขึ้น และช่วยให้อาการบวมยุบเร็วขึ้น
-รักษาความสะอาดล้างมือบ่อย ๆ และรักษาความสะอาดของใบหน้าและรอบดวงตาอยู่เสมอ
-งดการแต่งหน้าและใส่คอนแทคเลนส์ หยุดกิจกรรมทุกอย่างที่อาจเพิ่มการระคายเคืองหรือการสะสมของเชื้อโรคจนกว่าตากุ้งยิงจะหายดี
“ข้อห้าม” สำคัญ ! อย่าทำเด็ดขาด
ห้ามบีบ เค้น หรือพยายามเจาะหนองออกจากตุ่มตากุ้งยิงด้วยตัวเองเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้การติดเชื้อลุกลามเข้าไปในชั้นที่ลึกขึ้นของเปลือกตา ทำให้อาการอักเสบแย่ลง และอาจเกิดเป็นแผลเป็นได้
สัญญาณที่ควรไปพบจักษุแพทย์
หากดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบจักษุแพทย์ทันที โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเหล่านี้
-อาการปวดบวมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
-ตุ่มมีขนาดใหญ่มากจนบดบังการมองเห็น
-อาการไม่ดีขึ้นเลยภายใน 48 ชั่วโมงหลังดูแลตนเอง
-มีไข้ หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณหูบวม
-เป็นตากุ้งยิงซ้ำๆ บ่อยผิดปกติ
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดหยอดหรือกิน หรือหากจำเป็นอาจทำการเจาะเพื่อระบายหนองออกอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
ตากุ้งยิงเป็นภาวะที่พบได้บ่อย และมักไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่สร้างความรำคาญใจในการใช้ชีวิตได้ไม่น้อย สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆที่เราอาจมองข้ามไป เช่น การขยี้ตา หรือการดูแลความสะอาดที่ไม่ดีพอ การเข้าใจถึงสาเหตุและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคู่กับการดูแลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี เช่น การประคบอุ่นและรักษาความสะอาด จะช่วยให้ตากุ้งยิงหายได้เร็วขึ้น และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ