แรงเทขาย “หุ้นชิป” ทั่วโลก ฉุดมูลค่าตลาดหาย 5 แสนล้านดอลลาร์ วิตกฟองสบู่ AI–ดอกเบี้ยสูงยืดเยื้อ
แรงเทขาย "หุ้นชิป" ทั่วโลก นำโดย Samsung, SK Hynix, TSMC และ Advantest ฉุดมูลค่าตลาดหาย 5 แสนล้านดอลลาร์ วิตกฟองสบู่ AI-ดอกเบี้ยสูงยืดเยื้อ ผู้บริหารวอลล์สตรีทเตือนใกล้ถึงจุดปรับฐาน
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.07 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเร่งตัวขึ้นในวันพุธ ท่ามกลางความกังวลว่าราคาหุ้นของบริษัทที่เป็นผู้ชนะจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจพุ่งสูงเกินมูลค่าที่แท้จริง
ในตลาดเกาหลีใต้ ดัชนีหุ้น KOSPI ร่วงลงมากถึง 6.2% โดยมีหุ้นของ Samsung Electronics Co. และ SK Hynix Inc. ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ เป็นตัวถ่วงหลักของตลาด ขณะที่ในญี่ปุ่น หุ้นบริษัท Advantest Corp. ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิป ดิ่งลง 10% กดดันให้ดัชนี Nikkei 225 ร่วงตาม ส่วน Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia Corp. ก็ปรับตัวลง 3.3%
ทั้งนี้แรงขายที่กระจายไปทั่วโลกทำให้มูลค่าตลาดรวมของบริษัทในดัชนี Philadelphia Semiconductor Index และดัชนีติดตามหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียของ Bloomberg หายไปรวมกันราว 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสองวัน (วันอังคารและวันพุธ)
การร่วงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากระแสการเก็งกำไรจาก AI ได้ผลักดันราคาหุ้นขึ้นจนถึงระดับที่ตึงตัวอย่างมาก โดยดัชนีหุ้นสำคัญหลายตัวซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หุ้นกลุ่มชิปเพิ่มมูลค่าตลาดรวมหลายล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ระดับต่ำสุดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากความคาดหวังว่าความต้องการด้านพลังประมวลผลสำหรับ AI จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการปรับฐานครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับศักยภาพกำไรของอุตสาหกรรมและมูลค่าหุ้นที่พุ่งสูงเกินจริง โดยเฉพาะหากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนาน
คำเตือนจากผู้บริหารธนาคารรายใหญ่ของวอลล์สตรีทเกี่ยวกับการปรับฐานที่ใกล้เข้ามา รวมถึงการลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และภาวะรัฐบาลชัตดาวน์ของสหรัฐที่ยืดเยื้อ ต่างเป็นปัจจัยที่กดดันภาคเทคโนโลยีเพิ่มเติม นอกจากนี้ไมเคิล เบอร์รี ผู้จัดการกองทุนชื่อดัง ยังเผยว่าได้เปิดสถานะ short ในหุ้น Palantir Technologies Inc. และ Nvidia ยิ่งเพิ่มแรงเทขายในตลาด
หุ้น Palantir เป็นชนวนสำคัญของการร่วงในวอลล์สตรีท หลังจากบริษัทประกาศคาดการณ์ผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของนักลงทุน ขณะที่ผลประกอบการของ Advanced Micro Devices Inc. (AMD) ที่ออกมาหลังตลาดปิดก็สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาดเอเชียช่วงวันพุธเช่นกัน
คริส เวสตัน (Chris Weston) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Pepperstone Group กล่าวว่า “ขณะนี้ตลาดทั่วโลกถูกปกคลุมด้วยสีแดง (แดงหมายถึงขาดทุน) บรรยากาศโดยรวมดูหม่นหมองและเต็มไปด้วยความระมัดระวังต่อความเสี่ยง เรายังต้องเปิดใจว่าแรงขายอาจดำเนินต่อไปอีก เพราะในตอนนี้แทบไม่มีเหตุผลอะไรให้น่าซื้อเลย”
ความกังวลเรื่องราคาหุ้นแพงเกินจริงเริ่มชัดเจนขึ้น โดยดัชนี Philadelphia SOX ซึ่งสะท้อนกลุ่มหุ้นชิปซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 28 เท่าของกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า (forward earnings) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่อยู่ต่ำกว่า 22 เท่า
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปรับฐานนี้ถือเป็นการระบายความร้อนที่จำเป็นและมีประโยชน์ ช่วยลดแรงเก็งกำไรที่สะสมมานาน พร้อมเปิดโอกาสให้ราคาหุ้นกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมขึ้น โดยคาดว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Amazon.com Inc. และ Meta Platforms Inc. ที่ยังคงทุ่มงบมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะยังคงสร้างรายได้และผลตอบแทนที่ดีให้กับกลุ่มผู้ผลิตชิป
ซิน-เหยา อึ้ง ผู้จัดการกองทุนจาก Aberdeen Investments กล่าวว่า “นี่เป็นการปรับฐานที่จำเป็นและค่อนข้างสุขภาพดี ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ใช่จุดแตกของฟองสบู่ AI แต่ถ้าราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเข้าใกล้จุดแตกในไม่ช้า”
ในระยะสั้น นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายย่อยยังต้องรับมือกับความผันผวนรายวัน โดยดัชนี Goldman Sachs Retail Favorites Index ซึ่งติดตามหุ้นยอดนิยมในหมู่นักลงทุนรายย่อย ร่วงลงถึง 3.6% ในวันอังคาร มากกว่าการลดลงของ S&P 500 ถึงเกือบ 3 เท่า
วิกาส เพอร์ชาด ผู้จัดการพอร์ตหุ้นเอเชียของ M&G Investments กล่าวว่า เขาต้องติดตามสถานการณ์ตลอดทั้งคืนจากสิงคโปร์
“ผมดูตลาดจนถึงตอนปิดของสหรัฐ ตอนตี 4 แล้วค่อยหลับไปสั้น ๆ ก่อนตื่นมารับตลาดเอเชีย เรามาไกลและเร็วมาก นักลงทุนไม่ควรแปลกใจถ้าการร่วงนี้จะยังดำเนินต่อไปในวันพรุ่งนี้หรือวันต่อ ๆ ไป” พร้อมเสริมว่า ช่วงนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับนักลงทุนบางรายในการเริ่มมองหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นคุณภาพในราคาที่ลดลง
อ้างอิง : bloomberg.com