Webull ชูเรือธง ‘Prime’ เจาะลูกค้า High Net Worth เพิ่มพอร์ต หุ้นไทย จีน ฮ่องกง วางเป้า AUM ทะลุ 3 หมื่นลบ.ในปี 2026
Webull เปิดเกมรุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่งไทยเต็มสูบ คิ๊กออฟ “Webull Prime”ตอบโจทย์นักลงทุนรายใหญ่ High Net Worth พร้อมเปิดพอร์ตเทรด “หุ้นไทย” ปลายเดือนพฤศจิกายนชี้เป็นจังหวะดี ดาวน์ไซด์จำกัด กำไร-ปันผลถึงจุดที่น่าสนใจ ปลายปี 68เล็งเปิดพอร์ตหุ้นจีนและฮ่องกง หนุน AUM ปี 2026 ทะลุ 3 หมื่นลบ.
14 พฤศจิกายน 2568 -นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “Webull Thailand” เปิดเผยว่า Webull แพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัลชั้นนำที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกยุคใหม่ ผ่านเครือข่ายนายหน้าที่ได้รับใบอนุญาตทั่วโลก Webull ให้บริการด้านการลงทุนใน 14 ประเทศทั่วอเมริกาเหนือ, เอเชียแปซิฟิก, ยุโรป, และละตินอเมริกา Webull ให้บริการผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนกว่า 24 ล้านคนทั่วโลก มอบการเข้าถึงตลาดการเงินระดับโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
Webull เข้าสู่ประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้วโดยได้รับใบอนุญาตประเภท ก. จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และเริ่มต้นให้บริการหุ้นสหรัฐฯ, หุ้น ETF, รวมถึงเป็นเจ้าแรกที่ให้บริการ ออปชัน หุ้นดัชนี และต่อมาได้เปิดตัว ออปชันหุ้นรายตัว ให้ลูกค้าสามารถเลือกเทรดได้ก่อน หลังจากเหตุการณ์เลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
“ประเทศไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจ แม้จำนวนนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะไม่สูงนักประมาณ 3 ล้านคน และมี Active User เพียง 5-6 แสนคน แต่มีดีมานด์ลงทุนในหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตสูง และมีพฤติกรรมการเทรดเยอะและค่อนข้าง Active ในการหาความรู้และ Active ในโซเชียลมีเดียอย่างมาก
ชาเลนจ์ในการเข้าสู่ตลาดการลงทุนไทยจึงอยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ซึ่ง Webull มี Market Cap. อยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (กว่า 100,000 ล้านบาท) ซึ่งเทียบเคียงได้กับธนาคารระดับกลาง ขณะเดียวกันเราขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องและเพิ่ม Product ให้เทียบเคียงกับต่างประเทศมากขึ้น การให้บริการ ออปชั่นที่สามารถ "ช็อต" ได้เป็นที่แรกในไทย”
เปิดตัว "Webull Prime" เจาะลูกค้า High Net Worth
ล่าสุด Webull ได้ขยายพอร์ตการให้บริการในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ (High Net Worth) ภายใต้บริการใหม่ "Webull Prime" เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีความต้องการลงทุนที่หลากหลายและต้องการเข้าถึงการลงทุนพิเศษที่คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ที่กำหนดให้สินค้าบางชนิดลงทุนได้เฉพาะกลุ่ม High Net Worth หรือ Ultra High Net Worth เท่านั้น
"Webull Prime" ถูกออกแบบมาเพื่อจับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีพอร์ตสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Asset Under Management หรือ AUM) มูลค่ารวมกัน มากกว่า 300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 10 ล้านบาท) ต่อหนึ่งบัญชีโดยมีสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Webull Prime คือ
- หั่นค่าคอมมิชชั่นหุ้นสหรัฐฯ 50% : จากเรทปกติ 0.1% เหลือเพียง 0.05% ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของตลาดที่มักอยู่ที่ 0.15%
- ฟรีค่าธรรมเนียม Data Real-Time : ลูกค้า Prime จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมดาต้าเรียลไทม์ ซึ่งปกติลูกค้าทั่วไปต้องจ่ายรายเดือนเพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เช่น ราคาออปชั่นเรียลไทม์, ข้อมูลเชิงลึกของกองทุน, และข้อมูลการซื้อขายหุ้นของกูรูทั่วโลก
- Alpha Investment Club : สิทธิ์เข้าร่วมคลับเพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการลงทุน และเข้าร่วมกิจกรรมที่เชิญนักเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์แนวโน้มตลาด
อย่างไรก็ดีในอนาคตอันใกล้ Webull มีแผนจะเพิ่มบริการสำหรับกลุ่ม High Net Worth ไม่ว่าจะเป็น
- พอร์ตสำเร็จรูป (Robot Advisor) : Webull กำลังทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกเพื่อให้บริการ "พอร์ตสำเร็จรูป" ที่จัดสรรพอร์ต ETF เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่ทราบว่าจะลงทุนอะไรดี หรือไม่รู้ว่าจะปรับพอร์ตอย่างไร คาดว่าจะให้บริการได้ภายในสิ้นปีนี้
- ขยายพอร์ตสินค้าพิเศษ : บริการที่เดิมลูกค้าปกติเข้าถึงไม่ได้ เช่น Crypto ETF ซึ่งตามเกณฑ์ ก.ล.ต. อนุญาตให้ลูกค้ากลุ่ม Ultra High Net Worth สามารถซื้อได้ผ่านแพลตฟอร์ม "Webull Prime"
- บัญชี TISA : หากนโยบายของกระทรวงการคลังมีการอนุมัติ "บัญชี TISA" (กองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษี) ในปี 2026 Webull จะเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน
“ตลาดการลงทุนโลกในปัจจุบันยากขึ้นจากความผันผวนที่มากขึ้น เราจึงต้องมองหาบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มบน แต่ไม่ได้แปลว่า Webul จะไม่ทำตลาดแมส ซึ่งปัจจุบันเราให้บริการผู้ลงทุนรายย่อยตั้งแต่ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงบริการ DCA แบบ ไม่คิดค่าคอมมิชชั่น”
เพิ่มพอร์ตหุ้นไทย จีน ฮ่องกงรองรับความผันผวน
Webull มีแผนขยายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับความต้องการของนักลงทุนไทยซึ่งจากการสำรวจสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย นักลงทุนไทยที่ซื้อหุ้นในต่างประเทศผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่ลงทุนใน หุ้นสหรัฐฯ (50-60%) รองลงมาคือ หุ้นฮ่องกงและจีน (20%)
โดยในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “บริการเทรดหุ้นไทย” ทั้งในรูปแบบ DR (Depositary Receipt) และ W (Warrant) โดยกำหนดค่าคอมมิชชั่นไว้ที่ 0.04% ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าจะไม่ทุ่มตลาดคอมมิชชั่น 0% ตามพันธสัญญาต่อ ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ฯ
“ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงด้าน 'ดาวน์ไซด์' (Downside) ค่อนข้างต่ำ และหุ้นหลายตัวโดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่มีอัตราผลตอบแทน หรือ เงินปันผล ค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้ หุ้นไทยในขณะนี้จึงมีโอกาสขาดทุน (Downside) ค่อนข้างจำกัด และผลกำไร รวมถึงเงินปันผลอยู่ในจุดที่น่าสนใจ ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยอย่างมาก”
และในปลายปี2568 จะเพิ่ม หุ้นฮ่องกง และ หุ้นจีน เข้ามาในพอร์ตการให้บริการ และในอนาคตจะค่อย ๆ เพิ่มหุ้นในกลุ่มประเทศที่คนไทยนิยมลงทุนและ Webull มี License เช่น กลุ่มประเทศ EU (หุ้นแฟชั่นในฝรั่งเศสและอิตาลี) และ หุ้นญี่ปุ่น (Sony, Toyota)
ปัจจุบัน Webull มียอดดาวน์โหลดและลงทะเบียนประมาณ 1 ล้านราย (เปิดบัญชีพร้อมเพย์ประมาณ 300,000 ราย หรือ 30%) ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย
ล็อกเป้าปี 2026 AUM ทะยาน30,000 ล้านบาท
เป้าหมายปี 2026 บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นที่จำนวนบัญชี แต่ตั้งเป้าการเติบโตของ AUM อย่างน้อย 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปัจจุบันที่ AUM อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าสิ้นปีนี้จะมี AUM ประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใต้กลยุทธ์การเติบโต:
- ธุรกิจ Mass : จะช่วยให้เติบโตในแง่ของจำนวนบัญชี โดยจะมีการเปิดตัวแอปพลิเคชันร่วมกับพาร์ทเนอร์ เช่น ธนาคาร, โบรกเกอร์, นอน-แบงก์ ภายใต้ "Powered by Webull"
- ธุรกิจ Prime : จะช่วยให้เติบโตในแง่ของ AUM โดยตั้งเป้าหมายการมีลูกค้า Prime อย่างน้อย 200 บัญชี ภายในสิ้นปีนี้ และมีลูกค้าศักยภาพในพอร์ตที่สามารถอัพเลเวลเป็น Prime ได้อีกกว่าพันบัญชี และจะร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการนำโพรดักซ์ที่น่าสนใจของบล.หรือธนาคารมาอยู่บนเชลฟ์ให้ลูกค้า Prime ได้เลือกซื้อ
โบรกเกอร์แข่งเหนื่อย กว่าครึ่ง “ขาดทุน”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าปัจจุบันประเทศไทยมีโบรกเกอร์ retail ประมาณ 30 กว่ารายซึ่ง 50% ประสบภาวะ“ขาดทุน” ขณะที่โบรกเกอร์stand alone ที่ไม่ได้มีบริษัทแม่เป็นธนาคารส่วนใหญ่เองก็ประสบปัญหา “ขาดทุน” เช่นกันโดยเฉพาะโบรกเกอร์ market share หุ้นไทยต่ำ 1%
อย่างไรก็ดี Webull ซึ่งเป็นฟินเทคที่เติบโตแบบดิจิทัล มีความแตกต่างและได้เปรียบจากโบรกเกอร์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบ Digital-First : Webull พัฒนาระบบทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่ได้ใช้ Back Office ของ Vendor ภายนอก ส่งผลให้ ต้นทุนผันแปรต่ำมาก
- ต้นทุนบุคลากรต่ำ : ใช้พนักงานประจำในสำนักงานไทยแลนด์ไม่ถึง 30 คน
- ผลประกอบการ : ด้วยโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำ ทำให้ Webull สามารถเสนอราคาที่แข่งขันได้เพื่อดึงดูดวอลลุ่ม และเริ่มทำกำไรตั้งแต่เดือนสิงหาคม จากวอลลุ่มหุ้นสหรัฐฯ ที่พุ่งสูง
- Branding และ Marketing : Webull จัดสรรงบประมาณสำหรับการตลาดค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับโบรกเกอร์อื่น เช่น การเป็นสปอนเซอร์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก เพื่อสร้างการรับรู้และความจดจำในตลาดใหม่
สุดท้ายผู้บริหารมองว่าแนวโน้มการลงทุนในปีหน้า (2026) จะเป็นปีที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ทำ New High ในทุกดัชนีในปีนี้ ดังนั้นจึงมีกลยุทธ์หลัก 2 ส่วน เพื่อช่วยให้ลูกค้าบริหารความเสี่ยงคือ
- กลยุทธ์สำหรับลูกค้า Prime : สำหรับลูกค้าที่เทรดหุ้นรายตัว ซึ่งอาจเป็นจุดที่ต้องพิจารณาการเทรดแบบ "Portrait" หรือการเทรดด้วยกลยุทธ์เฉพาะตัว บริษัทจึงนำผลิตภัณฑ์ที่สามารถ "Short Cover" ได้มานำเสนอให้กับลูกค้ากลุ่ม Prime โดยเฉพาะ
- กลยุทธ์ Long Term และกระจายความเสี่ยง : เนื่องจากตลาดมีความผันผวนมากขึ้น Webull จะเน้นไปที่การลงทุนระยะยาวมากขึ้น โดยมี พอร์ตสำเร็จรูป (Robot Advisor) ร่วมกับกองทุนระดับโลกเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อเข้ามากำหนดพอร์ตและกระจายความเสี่ยงให้กับลูกค้าที่มีเงินลงทุน