โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

5คลิปหาเสียงผิดกม. กกต.ลุยอีก34เรื่องอ้างสถาบัน-ปลุกระดม/ประชามติเหงา

ไทยโพสต์

อัพเดต 14 มกราคม 2569 เวลา 4.05 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“กกต.” จับมือ 8 หน่วยงานขับเคลื่อนส่งเสริม ปชช.ใช้สิทธิเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ รับกระแสการทำประชามติเงียบเหงา เร่งเปิดเวทีดีเบตประชามติจังหวัดละ 1 แห่งกระตุ้นการตื่นตัว “แสวง” เผยประเดิมสอบ 5 คลิปส่อเข้าข่ายหาเสียงผิด กม.เลือกตั้ง แย้มมีอีก 34 เรื่องต่อคิวพิจารณา ทั้งนำสถาบันฯ มาหาเสียง-ปลุกระดม ไฟเขียว “ภท.” นำคนนอกเป็นผู้ช่วยหาเสียงโปรโมตเป็น ครม.ดึงคะแนนได้ พร้อมขึ้นเวทีดีเบตสื่อเชิญได้ เว้นเวทีประชันนโยบายบริหาร ปท.สำหรับพรรคการเมือง “ตำรวจ” ระดมกำลัง 126,000 นายดูแลเลือกตั้ง คุมเข้มพื้นที่ 10 จังหวัดชายแดน

ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ วันที่ 13 มกราคม 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการชี้แจงแนวทางบูรณาการขับเคลื่อนการสร้างพลเมืองรุ่นที่ 1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อชี้แจงเป้าหมายและแสวงหาแนวทางเพื่อนำกิจกรรมตามแผนยุทธศาสตร์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปี พ.ศ. 2569 ไปสู่แนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในการขับเคลื่อนให้ความรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับเรื่องของการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้ง โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่าย 8 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการปกครอง, กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข, กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ, กรมประชาสัมพันธ์ และ กกต.ประจำจังหวัด

นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกระแสการรณรงค์การลงคะแนนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ค่อนข้างเงียบว่า สำนักงาน กกต.ได้จัดส่งเนื้อหาการทำประชามติไปยังผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศและนอกราชอาณาจักรแล้ว แต่ยอมรับการตื่นตัวของประชาชนในการทำประชามติไม่คึกคักเท่าที่ควร กกต.แต่ละจังหวัดอาจต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายภาคประชาชนช่วยรณรงค์การทำประชามติตามบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงให้มากขึ้น พร้อมทั้งให้ กกต.แต่ละจังหวัดเร่งจัดทำรายละเอียดผู้ขอจัดเวทีแสดงความคิดเห็นและเปิดเวทีดีเบตประชามติอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง

ถามถึงกรณีการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโหวตโนมากกว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง บ่งบอกอะไร นายวีระกล่าวว่า เป็นหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากประชาชนเห็นว่าคนไหนไม่เหมาะสมหรือไม่ควรจะเลือก ก็เป็นอำนาจของประชาชนที่จะตัดสิน ไม่ได้ถือเป็นเรื่องแปลก ตนมองเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำที่ประชาชนมีความชัดเจนว่าจะเลือกคนแบบไหน ซึ่งพันธกิจของ กกต.เองก็สื่อสารกับประชาชนอยู่เสมอว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง เมื่อประชาชนเห็นว่าไม่มีคนเหมาะสมก็ไม่เลือก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนสามารถทำได้

ซักว่าโหวตโนจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง สส.และการลงเสียงประชามติหรือไม่ รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมีการโหวตโนเกิดขึ้นมาก การที่ประชาชนไม่เลือกผู้ใด น่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่กระทบกับความรู้สึก ซึ่งในการเลือกตั้ง สส. โอกาสที่จะไม่เลือกใครหรือโหวตชนะน่าจะเกิดขึ้นได้น้อย เพราะผู้สมัครเองก็ต้องพยายามนำเสนอนโยบายของตน ต้องออกไปหาเสียงสร้างคะแนนนิยม ตนว่าผู้สมัครทุกคน รู้อยู่แล้วว่าตนเองมีบทบาทอย่างไร ต้องหาเสียงอย่างไรให้คนเลือก

“ในหลายพื้นที่มีความท้าทายหรือการแข่งขันดุเดือด ซึ่ง กกต.ได้ให้เครือข่ายที่มีอยู่เก็บรวบรวมข้อมูล แสวงหาหลักฐานข้อเท็จจริง หากมีการร้องเรียนหรือร้องค้านขึ้นมาก็สามารถนำมาใช้ประกอบในการพิจารณาทำสำนวนไต่สวนได้ ซึ่งตอนนี้ตนยังไม่ทราบข้อมูล เช่นเดียวกับการจัดกลุ่มคนเข้ามาก่อกวนขณะลงพื้นที่หาเสียงนั้นก็จะเข้าข่ายการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นโทษทางอาญา ก็ต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งทางผู้สมัคร สส. สามารถเป็นเจ้าทุกข์ได้ กรณีที่มีการทำผิดเกี่ยวกับเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายระบุให้ผู้สมัครเป็นผู้เสียหายได้ในการไปร้องทุกข์กล่าวโทษ” รองเลขาธิการ กกต.กล่าว

ขณะที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ได้ร่วมประชุมกับคณะทำงานติดตามการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) ซึ่งมีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงดีอี ร่วมประชุม โดยได้พิจารณาคลิปภาพและเสียงที่เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งจำนวน 5 คลิป ซึ่งหากที่ประชุมเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเสนอ กกต.พิจารณามีคำสั่งให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล หรือถ้าเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองมีผลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะมีการเสนอต่อเลขาธิการ กกต.เพื่อให้มีการดำเนินการตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด

“ในการประชุมยังมีการเสนอเรื่องให้คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้พิจารณาอีกจำนวน 34 เรื่อง แบ่งเป็น 1.อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง 2561 ข้อ 17 นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียง จำนวน 8 เรื่อง 2. อาจเข้าข่าย ข้อ 18 (3) ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม จำนวน 26 เรื่อง” นายแสวงกล่าว

มีรายงานว่า สำนักงาน กกต.ได้ตอบข้อสอบถามของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพื่อให้การดำเนินงานถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมือง หรือข้อกำหนดระเบียบหรือประกาศของ กกต. ใน 4 ประเด็นคือ 1.พรรคได้มีการประกาศนโยบายการบริหารงานบุคคล โดยคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริตมาเป็นคณะรัฐมนตรี โดยมีการนำภาพบุคคลและชื่อให้ประชาชนทราบและพิจารณาในการลงคะแนนเลือกตั้งผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ทำได้หรือไม่ ซึ่งสำนักงาน กกต.พิจารณาและมีความเห็นว่าหากเป็นนโยบายของพรรค ภท.ย่อมสามารถทำได้ตามมาตรา 74 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 ส่วนการนำเสนอบุคคลโดยมีชื่อและภาพให้ประชาชนได้รับทราบผ่านสื่อประชาสัมพันธ์นั้น ให้ปฏิบัติตามข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ของระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 3 พ.ศ.2565

2.กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ภท. แต่ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียง เพราะเป็นผู้ทราบรายละเอียดนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเป็นอย่างดี สามารถขึ้นเวทีหาเสียงกับพรรคได้หรือไม่ โดยสำนักงาน กกต.เห็นว่าสามารถทำได้ โดยต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่และค่าตอบแทนตามข้อ 4 และข้อ 14 ของระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง สส.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2565 และต้องไม่มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และ 29 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้พรรคการเมือง 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566

3.กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ได้รับแต่งตั้งจากพรรค ภท.ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียง สามารถมีรูปถ่ายในป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้สำนักงาน กกต.เห็นว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมือง ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนด และ 4.กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้บริหารกำหนดนโยบายหาเสียง สามารถเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้ไปร่วมดีเบตหรือแสดงวิสัยทัศน์ตามรายการต่างๆ ที่ได้รับเชิญหรือไม่ โดยสำนักงาน กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่า สามารถทำได้หากได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่และค่าตอบแทนผู้ช่วยหาเสียงให้เป็นไปตามที่ระเบียบ กกต.กำหนด และการร่วมดีเบตหรือแสดงวิสัยทัศน์ตามรายการต่างๆ ที่ได้รับเชิญนั้น ต้องไม่ใช่เวทีประชันนโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมืองตามมาตรา 81 วรรค 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 และข้อ 14, ข้อ 15 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 และต้องเป็นผู้ไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และมาตรา 29 ของกฎหมายพรรคการเมือง

วันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานประชุมเปิดศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.-12 ก.พ.69 โดยศูนย์ดังกล่าวจะบูรณาการร่วมกับ กกต. ฝ่ายปกครอง และทหาร ในการดูแลความเรียบร้อยในหน่วยเลือกตั้งกว่า 90,000 หน่วยทั่วประเทศ ซึ่งใช้กำลังตำรวจ 126,000 นาย ในการดูแลความปลอดภัย

มีรายงานว่า ในที่ประชุมเน้นความสำคัญในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ประกอบไปด้วย บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี จันทบุรี สระแก้ว ตราด โดยจะใช้แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง รวมถึงประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในวันเลือกตั้ง หากมีการปะทะในแนวชายแดน จะมีการนำรถหุ้มเกราะ อพยพประชาชน ร่วมกับทุกหน่วยงาน รวมไปถึงจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาคัดกรองข่าวสาร ส่วนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าหากมีสถานการณ์เลวร้ายสุด กำลังประสานกับ กกต. พอจะมีการพิจารณาย้ายหรือยุบบางหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลความปลอดภัย โดยจะใช้เจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งพิจารณาปรับเวลาการเลือกตั้งให้อยู่ในห้วงเวลาความปลอดภัย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...